เครือข่ายเพื่อนตะวันออก วาระเปลี่ยนตะวันออก

เครือข่ายเพื่อนตะวันออก วาระเปลี่ยนตะวันออก Eastern Thailand comprises the eight provinces of Prachin Buri, Nakhon Nayok, Chachoengsao, Sa Kaeo, Chon Buri, Rayong, Chanthaburi and Trat.

ในช่วงระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ภาคตะวันออกต้องเผชิญกับแผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก ที่ได้เริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2524 เป็นต้นมา โดยแผนพัฒนาฉบับนี้ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่โดยรวมของภาคตะวันออกเป็นอย่างมาก เป็นยุคแห่งการย้ายฐานการผลิตจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณภาคตะวันออก ซึ่งล้วนมีการชี้นำผ่านทางนักการเมือง ภายใต้นโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ผูกขาดด้วย

อำนาจรัฐส่วนกลาง โดยมีผู้มีอำนาจเหนือรัฐ เช่น กลุ่มทุนข้ามชาติ เป็นผู้เสนอประโยชน์ ส่งผลให้ประเทศของเราดำเนินการตามกลุ่มทุนต่างๆที่มีผลประโยชน์แอบแฝง โครงการขนาดใหญ่ต่างๆถูกพัฒนาสร้างขึ้นมามากมายในพื้นที่ภาคตะวันออกเพื่อสนองผลประโยชน์ของกลุ่มทุนข้ามชาติเป็นหลัก เช่น ถนน ท่าเรือน้ำลึก สนามบิน โรงไฟฟ้า อ่างเก็บน้ำ โครงข่ายส่งน้ำ อุตสาหกรรมหนัก นิคมอุตสาหกรรม เขตประกอบอุตสาหกรรม เขตพาณิชยกรรม และอื่นๆอีกมากมาย การพัฒนาตามแผนนั้นนำมาซึ่งปัญหาในพื้นที่มากมาย อาทิเช่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่มิได้กระจายความมั่งคั่งและความอยู่ดีมีสุขอย่างถ้วนหน้า การแย่งชิงทรัพยากรอย่างรุนแรงเป็นผลให้เกิดการแย่งชิงนำมาสู่ความขัดแย้งรุกลามไปสู่ปัญหาประเทศ การเปลี่ยนมือการถือครองที่ดินจำนวนมากนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ไม่เหมาะสมขนานใหญ่ ความเสื่อมโทรมทางทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่ถูกทิ้งไว้ให้คนภาคตะวันออกเป็นผู้แบกรับชะตากรรม ทั้งเรื่องของมลพิษที่ตกค้างในระบบนิเวศ ทั้งดิน น้ำ อากาศ ผลผลิตอาหาร และสุขภาวะโดยรวมของชุมชน และที่สำคัญที่สุดก็คือพื้นที่ผลิตอาหารของภาคตะวันออกลดลงจนกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารของชุมชนท้องถิ่น ของสังคม และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย จะเห็นได้ว่าการพัฒนาทั้งหลายในภาคตะวันออกถูกทำให้เชื่อว่าเมื่อพัฒนาแล้วจะเกิดความเจริญ ซึ่งแท้จริงแล้วกลับทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของทรัพยากร สังคมอ่อนแอ และชุมชนพึ่งตนเองไม่ได้ ไม่สุขดังคำโฆษณาแต่อย่างใด แต่กลับกลายเป็นว่าพี่น้องภาคตะวันออกต่างต้องพยายามต่อสู้กับผลกระทบต่างๆที่มาจากการพัฒนาในแต่ละพื้นที่กันเองและยังไม่สามารถหยุดยั้งผลกระทบเหล่านั้นได้ ในขณะที่ชาวต่างชาติและนายทุนกลับร่ำรวย ขยายกิจการกันใหญ่โตมโหฬาร และยังนำผลกำไรกลับไปยังกลุ่มผลประโยชน์ตน ประชาชนในหลายพื้นที่มองเห็นกลุ่มผู้พัฒนาอุตสาหกรรมทั้งในนามของรัฐและเอกชนเป็นปรปักษ์ มีผลทำให้เกิดความขัดแย้งในเรื่องการพัฒนาและเกิดการคัดค้านต่อต้านการพัฒนาจากภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบเกิดขึ้นไปทั่วทั้ง 8 จังหวัดอยู่ในขณะนี้
วันนี้สิ่งที่ชุมชนคนภาคตะวันออกเผชิญอยู่ ถือเป็นเรื่องใหญ่ รุนแรง เร็ว และมาจากพลังทุนข้ามชาติ คนตะวันออกจึงไม่ควรนิ่งเฉยอีกต่อไป ควรที่สังคมภาคตะวันออกโดบรวมจะได้ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากแผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกและแผนการอื่นๆที่กำลังเข้ามาซ้ำเติม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความล่าช้าจากการประกาศใช้ผังเมืองรวมจังหวัดของภาคตะวันออก ที่มีเพียงแค่จังหวัดนครนายกและปราจีนบุรีที่ได้ประกาศใช้ ซึ่งในระหว่างที่ผังเมืองของจังหวัดที่เหลือยังไม่ถูกประกาศใช้นั้น สภาวะสุญญากาศของการประกาศใช้ผังเมืองก็ทำให้กลุ่มทุนอุตสาหกรรมใช้เป็นช่องว่างในการเข้าบุกยึดที่ดินเกษตรกรรมเพื่อขออนุญาตจัดสร้างเป็นนิคมอุตสาหกรรม เขตประกอบอุตสาหกรรม ฯลฯ เรื่องของการเปิดการค้าเสรีอาเซียนที่ประเทศไทยจะต้องทำการเปิดเสรีให้สิทธินักลงทุนอาเซียนเท่ากับคนในประเทศ รวมถึงการเปิดเสรีให้กับนักลงทุนนอกอาเซียนที่ได้เข้ามาลงทุนในอาเซียน ครอบคลุมสาขาการลงทุน ด้านการผลิต เกษตร ป่าไม้ ประมง และเหมืองแร่ ซึ่งมีหลายประเด็นของการเปิดเสรีที่น่าเป็นห่วงอย่างมากเช่น การทำประมงเฉพาะการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การทำป่าไม้จากป่าปลูก และการทำกิจการเพาะขยายหรือปรับปรุงพันธุ์พืช ฯลฯ ซึ่งชาวต่างชาติจะสามารถเข้ามาแย่งชิงพื้นที่ทำกินและทรัพยากร(ป่าไม้และทะเล) ซึ่งปัจจุบันมีปัญหามากอยู่แล้วทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงมากยิ่งขึ้น การส่งเสริมการปลูกป่าและเพาะเลี้ยงในระบบเชิงเดี่ยวจะสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น แทนที่จะสนับสนุนระบบป่าชุมชนและวนเกษตรหรือการประมงชายฝั่งที่อนุรักษ์ป่าชายเลนและหญ้าทะเล นอกจากนี้ชาวต่างชาติจะสามารถเข้ามาใช้สิทธิคาร์บอนเครดิตจากการปลูกป่า บริษัทข้ามชาติจะสามารถเข้ามาผูกขาดเมล็ดพันธุ์ซึ่งเป็นฐานรากของระบบเกษตรกรรมและอาหาร บรรษัทข้ามชาติจะสามารถเข้าถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพของประเทศไทย รวมถึงพันธุ์พืชที่ได้รับการปรับปรุงจากการวิจัยของรัฐได้โดยง่าย รวมทั้งการเปิดเสรีในลักษณะนี้ถือเป็นการขัดขวางการพัฒนาศักยภาพในการพัฒนาเรื่องพันธุ์พืชของผู้ประกอบการขนาดเล็กและเกษตรกรรายย่อยในประเทศไทยอีกด้วย เรื่องของผังประเทศไทย 2600 ก็เป็นประเด็นห่วงกังวลสำหรับอนาคตของภาคตะวันออกและลูกหลานชาวตะวันออกในอีกครึ่งศตวรรษข้างหน้าเช่นกัน โดยเฉพาะการที่รัฐได้ทำการกำหนดพื้นที่ของภาคตะวันออกในกลุ่มจังหวัดชลบุรี-ระยอง-ฉะเชิงเทรา ให้เป็นพื้นที่ของกลุ่มอุตสาหกรรมปิโครเคมี-เหล็ก-พลังงาน กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน-ท่าเรือน้ำลึก กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และกลุ่มอุตสาหกรรมอิเลคทรอนิคส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งจะมีผลทำให้ภาคตะวันออกจะเปลี่ยนจาก “แหล่งอาหาร” ไปสู่ “แหล่งอุตสาหกรรม” เต็มตัว และความมั่นคงทางอาหารของภาคตะวันออกจะถึงกาลล่มสลาย ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนในภาคตะวันออกต้องลุกขึ้นมา เชื่อมโยงกันทั้งองค์ความรู้และพลังในการปกป้องพื้นที่ ดำรงไว้ซึ่งนิเวศวัฒนธรรมอันดีงาม และร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยคนตะวันออกเอง ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้แก่ลูกหลาน แผ่นดิน และสิ่งแวดล้อม

(English Translation) .. They stand in a tropical zone that possesses a great biological diversity and a rich abundance of natural resources, such as the upper East with a world heritage forest that is the source of foods and medicines , and the lower East with a coastline that is the habitat of a wide range of aquatic animals and plants. Although the enormous resources make the East an important food source of the world , the Eastern Seaboard Development Plan, the implementation of which started in 1981, brought radical changes to the East in the past three decades, with a number of mega projects including those of roads, deep-sea ports, airports, power plants, reservoirs, water pipelines, heavy industries, industrial estates, industrial zones, and commercial zones. The implementation of the development plan causes a large amount of problems to the region including unfair income distribution, fierce fights for resources that developed into national issues, considerable transfers of land ownerships, vast land abuse, and the deterioration of resources and the environment, especially a toxic issue caused by soil, water, and air pollution, as well as, contaminated foods. The stoppage of threats, the protection of food sources and joint plans for a sustainable future are the three goals that 67 organizations of easterners which form the “Network of Eastern Friends: Agenda of Eastern Change” in April 2012 are trying to accomplish. We are demanding the establishment of the rules, agreements, contracts and regulations that local communities can apply to ensure the fair and sustainable exploitation of resources and that enable local communities to protect their food sources and decent eco-cultures and design sustainable development by themselves. The key success factor is to balance economic development and social, political and environmental systems including natural heritage and cultural heritage.

โครงการบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตสาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน มหาวิทยาลัยรามคำแหง ขอความอนุเคราะห์จากท่านที่เกี่ยว...
27/03/2026

โครงการบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต
สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ขอความอนุเคราะห์จากท่านที่เกี่ยวข้อง
เพื่อ "เก็บข้อมูล" ที่สามารถเปิดเผยได้
ในโครงการวิจัย IS ระดับบัณฑิตศึกษา
เรื่อง “ปัจจัยด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการลาออกจากงานของพนักงานคลังสินค้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในพื้นที่โครงการพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)"

โดยผู้วิจัย "นางสาวขนิฐา เอกพันธ์"
นักศึกษาระดับปริญญาโท

ทาง EEC Watch ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้กระจายแบบสอบถามไปยังกลุ่มเป้าหมายของชุดแบบสอบถามออนไลน์นี้
จึงขอความร่วมมือในการตอบแบบสอบถามมายังทุกท่านที่ทำงานในส่วน/แผนก
"คลังสินค้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์"
ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่EEC
(ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง)

แบบสอบถาม
ตาม Link ที่อยู่ด้านล่างนี้

ขอแสดงความนับถือ

สมนึก จงมีวศิน
ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย
EEC Watch
27 มีนาคม 2569

https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSeudcGFU9MAPZA4wwbDWdXO2xskfTfRkaKb2AH-e8Xb__uf4w/viewform?fbclid=IwdGRjcAQzXSVjbGNrBDNdIWV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHsBC3nBSErxrAX3H9tsCtpVNnuECvLIdSPqz5tAmTjOSyT_z3Sao0nCzUjPm_aem_cisDYoHA8SyDGoOnpvz_AA

แบบสอบถามชุดนี้มีวัตถุประสงค์จัดทำขึ้นเพื่อศึกษา ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง.....

เชิญพรรคการเมือง ร่วมรับฟังข้อเสนอภาคประชาชนและนำเสนอวิสัยทัศน์ในเวทีสาธารณะ “นโยบายพรรคการเมืองว่าด้วยอนาคตสิ่งแวดล้อมแ...
14/01/2026

เชิญพรรคการเมือง ร่วมรับฟังข้อเสนอภาคประชาชนและนำเสนอวิสัยทัศน์ในเวทีสาธารณะ “นโยบายพรรคการเมืองว่าด้วยอนาคตสิ่งแวดล้อมและทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ 3 จังหวัดอีอีซี และปราจีนบุรี”

ในวันอังคารที่ 20 มกราคม 2569 เวลา 13.00 – 16.30 น.
ณ โรงแรมซันทารา เวลเนส รีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา

ร่วมจัดโดย EnLAW, EEC Watch, Land Watch Thai, และ EPIGRAM
ตามที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางของประเทศ

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเลือกตัวแทนราษฎรเข้าสู่สภาเท่านั้น
แต่คือ “การเลือกอนาคตของประเทศ”
ท่ามกลางวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ
และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อม
ประกอบด้วย มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)
กลุ่มจับตาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC Watch)
กลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน (Land Watch Thai) และ
สื่อออนไลน์ภาคตะวันออก EPIGRAM
ได้ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ภาคตะวันออกมาอย่างต่อเนื่อง
และพบว่า

ที่ผ่านมากฎหมายและนโยบายภาครัฐยังไม่สามารถคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการดำรงชีวิตอย่างปลอดภัยได้อย่างแท้จริง
โดยเฉพาะภายใต้บริบท "นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)"
ที่มุ่งเน้นการดึงดูดการลงทุน และ เร่งรัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ได้สร้างความเหลื่อมล้ำทางสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างรุนแรง

ชุมชนในพื้นที่จังหวัดระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และรวมถึงปราจีนบุรี
ต้องเผชิญกับการรุกคืบของพื้นที่อุตสาหกรรมที่เบียดขับพื้นที่เกษตรกรรมและแหล่งอาหารปลอดภัย ทรัพยากรน้ำและที่ดินถูกจัดสรรอย่างไม่เป็นธรรม เพื่อรองรับภาคการผลิตขนาดใหญ่

ส่งผลให้ปัญหามลพิษสะสม ทั้งในอากาศ แหล่งน้ำ และการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม กลายเป็นภาระที่ประชาชนภาคตะวันออกต้องแบกรับด้วยต้นทุนทางสุขภาพและคุณภาพชีวิต สิทธิการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและปลอดภัยของประชาชนจึงถูกลดทอนความสำคัญและถูกละเลยมาโดยตลอด ภายใต้วาทกรรมการพัฒนาประเทศ

ดังนั้น เพื่อให้เกิดพื้นที่นำเสนอปัญหาและสะท้อนความต้องการของภาคประชาชนต่อพรรคการเมือง และเป็นพื้นที่ให้พรรคการเมืองได้แสดงวิสัยทัศน์และนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้

ทางเครือข่ายฯ จึงขอเชิญหัวหน้าพรรคการเมืองที่สนใจ หรือ ตัวแทนพรรคการเมืองของท่าน เข้าร่วมรับฟ้งข้อเสนอภาคประชาชนและนำเสนอวิสัยทัศน์ในเวทีสาธารณะ
“นโยบายพรรคการเมืองว่าด้วยอนาคตสิ่งแวดล้อมและทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ 3 จังหวัดอีอีซี และปราจีนบุรี”
ตามวัน เวลา และสถานที่ ที่ระบุไว้ในกำหนดการ ตามไฟล์ภาพด้านล่างนี้

ในเบื้องต้น ทางเครือข่ายฯ ได้ทำจดหมายเชิญไปยังพรรคการเมืองทุกพรรคการเมืองที่ได้มีการส่งผู้สมัคร ส.ส. เขต หรือ ผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และปราจีนบุรี หรือ พรรคการเมืองที่มีนโยบายสิ่งแวดล้อมกับการพัฒนาที่ชัดเจน เรียบร้อยแล้ว

กำลังรอการตอบรับกลับมาจากทุกพรรคการเมือง ซึ่งมีหลายพรรคการเมืองตอบรับเข้าร่วมแล้วในวันนี้ ยังเหลืออีก 6 วัน ให้ทุกพรรคการเมืองตัดสินใจเข้าร่วมในเวทีนี้

13/01/2026

คู่มือเลือกตั้ง

1 เสียงของคุณ
กำหนดอนาคต

คู่มือเลือกตั้งฉบับรวบรัด เข้าใจง่ายใน 3 นาที ลดความสับสน เตรียมความพร้อม ก่อนเข้าคูหาอย่างมั่นใจ

เชิญไปเรียนรู้ที่นี่

15/06/2025

เกิดอะไรขึ้นบ้างในภาคตะวันออก | 9 - 15 มิถุนายน 2568
สำหรับสัปดาห์นี้ หากให้สรุปโดยย่อ ภาคตะวันออกต้องเจอทั้งกับเรื่องน้ำป่าไหลหลาก สถานการณ์น้ำมันรั่วที่ยังต้องติดตาม รวมไปถึงสภานการณ์ชายแดนที่ยังคงน่ากังวล การประท้วงของชุมชนต่อหลายประเด็น และอีกสารพัดข่าว เราสรุปมาให้อ่านกัน
11 มิ.ย. 2568
องค์กรสิ่งแวดล้อมรวมตัวเรียกร้องให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุน้ำมันรั่วไทยออยล์
กรีนพีซ ประเทศไทย, มูลนิธิบูรณะนิเวศ, มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม และ EEC Watch ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและปฏิรูปการจัดการปัญหาน้ำมันรั่วไหลอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำว่าเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลซ้ำซากของบริษัทไทยออยล์สะท้อนถึงความอ่อนแอในการควบคุมความปลอดภัยและการจัดการมลพิษ โดยเฉพาะในพื้นที่อ่อนไหวทางระบบนิเวศ นอกจากนี้ ยังระบุว่าตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญเหตุน้ำมันรั่วไหลกว่า 200 ครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการขาดกลไกป้องกันที่แข็งแกร่งและระบบการรับผิดชอบที่มีประสิทธิภาพ บทความยังกล่าวถึงอันตรายจากการใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมันที่อาจทำให้น้ำมันตกตะกอนสะสมในระบบนิเวศทางทะเล ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลและอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ผ่านห่วงโซ่อาหาร
ที่มา : https://greennews.agency/?p=41284
11 - 12 มิ.ย. 2568
น้ำป่าไหลหลากในจันทบุรี และตราด
เกิดเหตุในช่วงเวลาที่ฝนตกลงมาอย่างหนักและต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้ในเขต อ.โป่งน้ำร้อน และอ.มะขาม จ.จันทบุรี และ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ส่งผลให้ชาวบ้านหลายครัวเรือนได้รับผลกระทบกะทันหัน ชาวสวนทุเรียนจันทบุรีที่ใกล้ตัดมีดปิดฤดูได้รับความเสียหาย รวมไปถึงบริเวณตลาดชายแดนจังหวัดตราดได้รับผลกระทบ การจราจรติดขัด
ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=zqIVPDzTM4g และ https://www.facebook.com/share/19W3PJneXC/
12 มิ.ย. 2568
เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและ กมธ. พิจารณาให้หยุดการขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี
เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งและภาคีภาคประชาชนในจังหวัดปราจีนบุรีได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี (แพทองธาร ชินวัตร) และคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกร้องให้ยุติการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มายังจังหวัดปราจีนบุรี โดยมีสาเหตุมาจากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม มลพิษจากโรงงานจีน และการขาดความโปร่งใสในกระบวนการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน นอกจากนี้ยังมีความกังวลต่อบทบาทของทุนต่างชาติและผู้ว่าราชการจังหวัดที่แต่งตั้งชาวจีนเป็นที่ปรึกษาด้าน EEC จึงขอให้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 ที่เปิดทางให้ดำเนินโครงการพิเศษโดยไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายผังเมืองและสิ่งแวดล้อม
12 มิ.ย. 2568
เจอตัวคนนำเข้า E-waste จากสหรัฐฯ เป็นบริษัท "พี.ซี.วู๊ดโพรดักส์" ซึ่งจดทะเบียนในเขตปลอดอากร (Free zone)
มูลนิธิบูรณะนิเวศได้รายงานกรณีการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ (e-waste) และขยะพลาสติกจำนวนมากจากสหรัฐอเมริกา ล่าสุดกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้เปิดเผยชื่อบริษัทที่ขออนุญาตนำเข้าคือ บริษัท พี.ซี.วู๊ดโพรดักส์ จำกัด ตั้งอยู่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยบริษัทแห่งนี้มีสถานะเป็น "เขตปลอดอากร (Free zone)" ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นช่องโหว่ที่ทำให้สามารถนำเข้าขยะอันตรายได้แม้จะเป็นชนิดที่กฎหมายห้ามไว้ก่อนหน้า ที่ผ่านมา พี.ซี.วู๊ดโพรดักส์ ถูกสั่งให้หยุดกิจการชั่วคราวหลายครั้งเนื่องจากพบการกระทำผิดเงื่อนไข และจากการเข้าตรวจสอบล่าสุดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 พบการกระทำผิดเพิ่มเติมหลายประเด็น เช่น การติดตั้งเครื่องจักรไม่ตรงเงื่อนไขและการไม่ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมมลพิษ ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่จึงมีคำสั่งให้ บริษัท พี.ซี.วู๊ดโพรดักส์ หยุดกิจการทั้งหมดทันที และกรมศุลกากรจะพิจารณาระงับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในพื้นที่เขตปลอดอากร ขณะที่บริษัทผู้เช่ารายอื่นจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
ที่มา : https://www.facebook.com/share/15fTGoDa3g/
13 มิ.ย. 2568
กัมพูชา ปิดด่านบ้านแหลม อ.โป่งน้ำร้อน กะทันหัน ทำการค้าชายแดนชะงัก
เกิดเหตุการณ์ชุลมุนที่ จุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เนื่องจาก ด่านช่องโดง ฝั่งกัมพูชาปิดประตูโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ส่งผลให้รถบรรทุกสินค้าหลายร้อยคันและชาวกัมพูชาที่ข้ามมาทำงานหรือค้าขายในฝั่งไทยไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ทัน โดยเฉพาะรถบรรทุกที่ขนผลไม้และพืชผักเพื่อนำกลับกัมพูชาต้องจอดค้างอยู่เป็นจำนวนมาก
ต่อมาเวลา 12.30 น. ผู้กำกับ ตม. ฝั่งกัมพูชาประจำด่านช่องโดง ได้เดินทางมายังฝั่งไทยเพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่ไทย และระบุว่าไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าจะเปิดด่านได้เมื่อไร เนื่องจากต้องรอคำสั่งจากส่วนกลางเท่านั้น สถานการณ์นี้สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้สัญจรและผู้ประกอบการค้าชายแดนอย่างมาก โดยก่อนหน้านี้ด่านบ้านผักกาดก็ประสบเหตุการณ์ปิดด่านในลักษณะคล้ายกัน
ที่มา : https://greennews.agency/?p=41284
14 มิ.ย. 2568
ชาวบ้านโดนฟ้อง SLAPP จากแพลนต์ปูนจีน และลุกขึ้นรวมตัวต่อต้านโรงงาน
ชาวบ้านตำบลหนองกะขะ อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี กำลังรวมตัวกันคัดค้านการก่อสร้างและดำเนินการของแพลนต์ปูนจีน ที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงคอนโดมิเนียม หอพัก และบ้านเรือนของประชาชนอย่างผิดปกติ โดยชุมชนในพื้นที่ชี้แจงว่าแพลนต์ปูนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อขายคอนกรีตให้กับโรงงานจีนในพื้นที่อุตสาหกรรมอมตะซิตี้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการทำประชาคมหมู่บ้านจะมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าไม่ต้องการให้ก่อสร้างโรงงานดังกล่าว เนื่องจากกังวลเรื่องมลภาวะทางเสียง ฝุ่นควัน และปัญหาการจราจรจากรถบรรทุกขนาดใหญ่ และได้ส่งมติไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่โรงงานจีนแห่งนี้กลับยังคงเดินหน้าก่อสร้างและผลิตคอนกรีตต่อไปโดยไม่ได้รับอนุญาตที่ถูกต้อง
นอกจากนี้บริษัทจีนดังกล่าวได้ดำเนินการ ฟ้องปิดปากแกนนำชาวบ้าน ที่ออกมาต่อสู้ปกป้องชุมชนอีกด้วย
ที่มา : https://www.facebook.com/share/16gctZhoob/ และ https://www.facebook.com/share/16hHoRQjfh/
#สรุปข่าวตะวันออก #ข่าวภาคตะวันออก #สื่อออนไลน์ภาคตะวันออก

15/06/2025

ทุ่นผูกเรือกลางทะเลหมายเลข 2 หรือ SBM-2 ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งท่าเรือของไทยออยล์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี .....

07/06/2025

ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจาก “ #เหตุน้ำมันรั่ว ไทยออยล์” ยื่น #กมธ. #ที่ดิน- #สิ่งแวดล้อม เรียกร้องสอบ 3 ประเด็น “ #ความประมาททำน้ำมันรั่ว- #การอนุมัติเปิดใช้ทุ่น หลังเหตุน้ำมันรั่วครั้งก่อน- #การจัดการคราบน้ำมัน โดยไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม”
“ #ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ รวมหลายอำเภอใน จ. #ชลบุรี และตัวแทนของ #สมาคมประมงพื้นบ้านจังหวัดชลบุรี ได้ทำหนังสือถึง #ประธาน #คณะกรรมาธิการการที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม #สภาผู้แทนราษฎร ผ่านไปยัง ครูกฤช ศิลปชัย ส.ส. จังหวัดระยอง เขต 2 และยังดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการคนที่ 7 ของ คณะกรรมาธิการชุดนี้ ให้ช่วยเร่งรัดตรวจสอบ เหตุร้ายที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นนี้ รวม 3 เรื่องสำคัญๆ ได้แก่:
1. #ตรวจสอบความประมาทเลินเล่อที่ทำให้เกิดเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหล บริเวณทุ่นรับน้ำมัน SBM-2 ของ บมจ. ไทยออยล์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
(สาเหตุของการรั่วไหลเกิดจากเชือกผูกเรือบรรทุกน้ำมันดิบขาดออกจากทุ่นรับน้ำมันดิบทั้งสองเส้น มีผลทำให้เรือเคลื่อนออกจากทุ่นรับน้ำมันดิบ จนทำให้ท่อส่งน้ำมันดิบหลุดออกจากตัวเรือ โดยต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เชือกขาดและท่อขนถ่ายน้ำมันหลุดออกจากตัวเรือนั้น เนื่องมาจากในขณะนั้น เกิดพายุและกระแสลมแรงมากในทะเลบริเวณโดยรอบ ซึ่งไม่ควรให้มีการขนถ่ายน้ำมันดิบในสภาพอากาศเช่นนั้น ผลที่ตามมาทำให้เกิดการรั่วไหลของน้ำมันดิบลงสู่ทะเลโดยรอบตัวเรือและทุ่นรับน้ำมันดิบ ราว 20 ตัน หรือ 20,000 ลิตร และภายหลังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมีการแจ้งว่ารั่วไหลลงสู่ทะเลเพียง 8,000 ลิตร)
2. #ตรวจสอบการอนุมัติอนุญาตของหน่วยงานรัฐให้มีการเปิดใช้ทุ่นรับน้ำมัน SBM-2 ของ บมจ. ไทยออยล์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี หลังจากถูกปิดการใช้งานจากเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลครั้งใหญ่ เมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2566
(และต้องมีการปรับปรุงระบบทุ่นรับน้ำมันดิบ มีการทำรายงาน EIA เพื่อขออนุมัติอนุญาตจาก สผ./คชก. และการอนุญาตให้ใช้ทุ่นน้ำมันดิบจากกรมเจ้าท่า)
3. #ตรวจสอบการบริหารจัดการปัญหาการรั่วไหลของคราบน้ำมันดิบของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง จากเหตุการณ์รั่วไหลครั้งนี้ ที่ไม่ได้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
มีการใช้ เป็นจำนวนมาก มากกว่าที่รายงานต่อกรมควบคุมมลพิษ (รายงานว่าใช้เพียง 800 ลิตร) ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในสายตาของประชาชนโดยรอบพื้นที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งพบเห็นว่า มีการระดมโปรย Dispersant ลงสู่ท้องทะเลที่มีคราบน้ำมันดิบกระจายตัวอยู่ ทั้งที่อยู่ในบริเวณที่บูมสามารถดักไว้ได้และที่หลุดออกไปจากบูม แล้วลอยไปทางทิศใต้ของเกาะสีชัง
โดยมีการใช้ Dispersant เป็นปริมาณมากผิดปกติ ทั้งจากการฉีดพ่นจากเรือปฎิบัติการขจัดคราบน้ำมันหลายลำ และพ่นลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ มีการบินพ่นน้ำยา Dispersant เป็นวงกว้าง และเป็นจำนวนมาก ทำให้การขจัดคราบน้ำมันดิบเกิดผลกระทบเชิงลบต่อฐานทรัพยากรทางทะเล อาชีพประมง อาชีพที่เกี่ยวข้องกับการประมง และการท่องเที่ยว ในพื้นที่อำเภอศรีราชา อำเภอเกาะสีชัง อำเภอบางละมุง และอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี”
#สมนึก #จงมีวศิน และ อดีต #คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาและจัดทำมาตรการป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟู และเยียวยา กรณีน้ำมันรั่วไหลทางทะเลและมลพิษอื่นๆ จากภาคอุตสาหกรรม ใน #คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยวันนี้ (7 มิ.ย. 2568)

06/06/2025

ถอดบทเรียน: การชดใช้ค่าเสียหายและ การฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน กรณีน้ำมันรั่วไหลทางทะเล

----------------
รวบรวมโดย สมนึก จงมีวศิน และ สุทธิเกียรติ คชโส
อดีตคณะอนุกรรมธิการพิจารณาศึกษาและจัดทำมาตรการป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟู และเยียวยา กรณีน้ำมันรั่วไหลทางทะเลและมลพิษอื่น ๆ จากภาคอุตสาหกรรม ใน คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 26)

นำเสนอต่อ คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 26)
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568
-------------------------------
สรุปประเด็นสำคัญ รวม 4 ประเด็นหลัก :
1.) กฎหมายเพื่อการจัดทำมาตรการป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟู และเยียวยา กรณีน้ำมันรั่วไหลทางทะเลในประเทศไทย:
ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีมาตรการจัดการมลพิษจากน้ำมัน แต่มีการบัญญัติตัวบทกฎหมายอย่างกระจัดกระจาย ไม่เป็นระบบ โดยกฎหมายของประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับมาตรการป้องกันมลพิษจากน้ำมัน ประกอบด้วย

1.1) มาตรการตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. ๒๔๕๖ ในมาตรา ๑๑๙ มาตรา ๑๑๙ ทวิ และ มาตรา ๒๐๔

1.2) มาตรการตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๔๒ ในมาตรา ๓๗ มาตรา ๒๘ และมาตรา ๓๙

1.3) มาตรการตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ ในมาตรา ๕๘ โดยบัญญัติว่า หากฝ่าฝืนมีโทษตามมาตรา ๑๔๐ ซึ่งเป็นโทษอาญา ต้องพิสูจน์เจตนา และเจตนารมณ์ของมาตรานี้ไม่ได้มุ่งเน้นป้องกันมลพิษจากกิจการปิโตรเลียม

1.4) มาตรการตามพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔ มาตรา ๗๔ และ มาตรา ๗๕

1.5) มาตรการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดการมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันและเคมีภัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๕ ซึ่งมีการดำเนินการดังนี้ คือ มีแผนจัดการมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันและเคมีภัณฑ์ และแผนปฏิบัติการในการป้องกัน ขจัดมลพิษและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมจากมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันและเคมีภัณฑ์

มีการกำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบตามแผนฯ แต่เป็นอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดในมาตรการนี้ เนื่องจากมาตรการไม่ได้มีลักษณะเป็นมาตรการทางกฎหมาย มีเพียงแนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุรั่วไหลของน้ำมันแล้ว และไม่ได้มีการกำหนดแนวทางการป้องกันน้ำมันรั่วไหล ซึ่งเป็นมาตรการที่สำคัญมากที่จะต้องมีก่อนเกิดเหตุ
2.) การป้องกันปัญหาที่แหล่งกำเนิด กรณีน้ำมันรั่วไหลทางทะเลในประเทศไทย:
ที่ผ่านมา ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่เป็นมาตรการเชิงป้องกัน เช่น การกำหนดมาตรฐานการออกแบบก่อสร้างท่อ วิธีการปฏิบัติงานบำรุงรักษาท่อ ระบบความปลอดภัย ฯลฯ

ปัจจุบันจึงมีเพียงมาตรฐานสากลที่นำมาปรับใช้ในประเทศไทย แต่ยังไม่มีการออกเป็นกฎหมายใช้บังคับ
กฎหมายของประเทศไทยที่เป็นข้อจำกัดต่อมาตรการป้องกันมลพิษจากน้ำมันที่แหล่งกำเนิด ประกอบด้วย

2.1) กฎกระทรวงว่าด้วยระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ พ.ศ. ๒๕๕๖ ออกตามความพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๔๒ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้กำหนดมาตรการป้องกันด้านสิ่งแวดล้อมและการเตรียมการระงับเหตุฉุกเฉินไว้อย่างครอบคลุม แต่จำกัดเพียงท่อก๊าซธรรมชาติ ไม่รวมท่อที่อยู่นอกพื้นที่ชายฝั่งทะเล

2.2) พระราชบัญญัติความรับผิดทางแพ่งต่อความเสียหายจากมลพิษน้ำมันอันเกิดจากเรือ พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นความรับผิดทางแพ่ง มาตรการรับผิดอย่างเคร่งครัด ต้องจัดหาหลักประกันเพื่อชดใช้ค่าเสียหายจากมลพิษน้ำมัน จัดตั้งกองทุน เพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ต้องพิสูจน์แล้วในศาล

โดยจำกัดเฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นภายนอกตัวเรือจากการปนเปื้อน ที่มีผลมาจากการรั่วไหลหรือปล่อยทิ้งของน้ำมันจากเรือ แต่ไม่รวมมลพิษจากท่อขนส่งในทะเลหรือสิ่งติดตั้งอื่นในทะเลที่อาจก่อมลพิษน้ำมันได้
3.) วิธีการแก้ไขปัญหาการรั่วไหล การลักลอบทิ้ง และการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม กรณีน้ำมันรั่วไหลทางทะเลในประเทศไทย:
การใช้สารเคมีสลายคราบน้ำมัน (Dispersant) ฉีดพ่นลงไปเพื่อลดแรงตึงผิวของน้ำมันที่ลอยในทะเล จะทำให้น้ำมันรวมกับสารเคมี กระจายตัวกลายเป็นหยดหรือละอองน้ำมัน (Oil Droplet) จมลงสู่ใต้ทะเล

ถ้าหากทะเลมีความลึกเพียงพอและประกอบกับคลื่นลมแรง แบคทีเรียจะย่อยสลายละอองน้ำมันได้หมด ไม่กระทบกับสัตว์และพืชทะเล อย่างไรก็ตาม หากใช้สารเคมีสลายคราบน้ำมันใกล้ฝั่งมีระยะไม่เกิน ๕ กม. และระดับน้ำทะเลไม่ลึกมากเพียงพอ จะเกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพต่อระบบนิเวศในทะเล ระบบนิเวศชายฝั่ง

และชุมชนที่อยู่โดยรอบพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีสลายคราบน้ำมันในระยะยาว เนื่องจากคราบน้ำมันไม่ได้ถูกกำจัดให้หายไปจริง แต่จะทำให้ละอองน้ำมันถูกย่อยสลายไม่ทัน และมันจะจับตัวกลายเป็นก้อนของน้ำมันเหลว (Sedimentation) จมลงใต้ทะเล ซึ่งจะไปปกคลุมหญ้าทะเล หรือ ปะการัง

หรือ ไปปกคลุมสัตว์ทะเลได้ และเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ ๑ สัปดาห์หรือมากกว่านั้น มันอาจจะพัดเข้าฝั่งจนกลายเป็นก้อนน้ำมันเหนียว (Tar Ball) ขนาดเล็กจำนวนมาก สร้างความสกปรกให้ชายหาดและแหล่งท่องเที่ยวได้

โดยหากสัตว์น้ำกินเข้าไป ก็จะส่งผลกระทบต่อชีวิต และเป็นการสะสมสารพิษในร่างกายของสัตว์น้ำ โดยเฉพาะสัตว์น้ำวัยอ่อน แพลงก์ตอนสัตว์ เพราะว่าสารโลหะหนัก สารกำมะถัน และสารก่อมะเร็ง (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons, PAHs) ที่ยังอยู่ในละอองน้ำมัน คือ สารอันตรายที่จะกระทบต่อห่วงโซ่อาหารมาสู่มนุษย์ผู้บริโภคได้

การรั่วไหลของน้ำมันดิบในจังหวัดระยองครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. ๒๕๕๖ และ ๒๕๖๕ และในจังหวัดชลบุรีครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖ ล้วนมีสาเหตุหลักมาจาก ความเสียหายจากท่ออ่อนรับส่งน้ำมัน (Floating Hoses) ซึ่งผู้ประกอบการที่เป็นผู้ก่อมลพิษต่างก็พบว่า ท่ออ่อนรับส่งน้ำมันไม่ได้มีอายุการใช้งานได้อย่างยาวนาน ๓ - ๕ ปีแบบในสมัยก่อน

และการตรวจสอบท่ออ่อนรับส่งน้ำมันเป็นประจำก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่า ท่ออ่อนเหล่านั้นจะอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานตลอดเวลา โดยจะไม่เกิดการฉีกขาดหรือแตกระหว่างการใช้งาน

เนื่องจาก สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ยังไม่ได้กำหนดให้กิจการประเภทโรงกลั่นน้ำมันหรือท่าเรือ ที่มีทุ่นรับน้ำมันหรือจุดขนถ่ายน้ำมัน ต้องจัดทำรายงานทบทวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Post EIA Evaluation)

เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบอย่างน้อยทุกๆ ๕ ปี เพราะโรงกลั่นน้ำมันและท่าเรือที่มีทุ่นรับน้ำมัน หลายแห่งเปิดดำเนินการมาหลายสิบปีแล้ว แต่ยังไม่มีการทบทวนมาตรการ EIA เลย หาก สผ. มีการบังคับให้กิจการเหล่านี้ทำ Post Evaluation ก็จะทำให้มาตรการป้องกันและลดผลกระทบมีความปลอดภัยมากขึ้น

หลักการป้องกันไว้ก่อนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมไปถึงเทคโนโลยีการตรวจสอบ-การซ่อมบำรุง-การเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ดีขึ้นกว่าเดิม และไม่ต้องสร้างความเสี่ยงให้กับฐานทรัพยากรทางธรรมชาติ ผ่านการแก้ไขปัญหาการรั่วไหลของน้ำมันลงทะเล ซึ่งที่ผ่านมา ไม่มีครั้งใดที่เกิดการฟื้นฟูเยียวยาได้จริงแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งหลักการป้องกันไว้ก่อนที่ต้องกระทำ ได้แก่

3.1) การเพิ่มความถี่การตรวจสอบท่ออ่อนที่เชื่อมต่อระหว่างทุ่นรับน้ำมันกับเรือขนส่งน้ำมัน

3.2) การเพิ่มความถี่การตรวจสอบท่ออ่อนที่เชื่อมต่อระหว่างทุ่นรับน้ำมันกับท่อแข็งใต้ทะเล

3.3) การเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบท่อแข็งใต้ทะเล

3.4) การสำรวจภายในท่อแข็ง–ภายนอกท่อแข็งด้วยอุปกรณ์การตรวจสอบโดยกระสวยอัจฉริยะ (Intelligent Pigging) และโดยหุ่นยนต์สำรวจใต้น้ำ ROV (Remotely Operated Underwater Vehicle)

3.5) การเปลี่ยนท่ออ่อนทุก ๑ - ๒ ปีแทนที่จะเป็นทุก ๓ หรือ ๕ ปี

3.6) การเปลี่ยนอุปกรณ์เปิด-ปิดวาล์วน้ำมันที่ทุ่นรับน้ำมันให้เป็นระบบอัตโนมัติ ๑๐๐% แทนที่ระบบกึ่งอัตโนมัติหรือระบบที่ต้องใช้มนุษย์ควบคุม ๑๐๐% ในแบบดั้งเดิม

3.7) การใช้ทุ่นกักน้ำมัน (Oil Boom) ล้อมเรือระหว่างการขนถ่ายน้ำมันให้ได้ ๑๐๐% บริเวณรอบทุ่นรับน้ำมัน (SBM) หรือ จุดขนถ่ายน้ำมัน (SPM) และการล้อมทุ่นกักน้ำมันให้ได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งในบริเวณท่าเรือรับน้ำมัน (Jetty) เพื่อป้องกันการรั่วไหลระหว่างการขนถ่ายน้ำมัน

3.😎 การซ้อมรับมือน้ำมันรั่วในกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst – Case Scenario) โดยเน้นการใช้ ทุ่นกักน้ำมัน (Boom) ร่วมกับ ตัวดูดคราบน้ำมัน (Skimmer) ไปกักเก็บไว้ในเรือเพื่อนำขึ้นสู่ฝั่งไปกำจัดต่อไป แทนที่จะใช้สารเคมีสลายคราบน้ำมัน (Dispersant) ซึ่งก่อปัญหาในทะเลน้ำตื้นและชุมชนที่อยู่โดยรอบในระยะยาว

3.9) เมื่อเกิดอุบัติเหตุน้ำมันรั่วไหล ต้องใช้ทุ่นกักน้ำมัน (Boom) ร่วมกัน ตัวดูดคราบน้ำมัน (Skimmer) ไปกักเก็บไว้ในเรือ เพื่อนำขึ้นสู่ฝั่งไปกำจัดต่อไป แทนที่จะใช้สารเคมีสลายคราบน้ำมัน (Dispersant) ซึ่งก่อปัญหาในทะเลน้ำตื้นและชุมชนที่อยู่โดยรอบในระยะยาว และต้องมีการเปิดเผยขั้นตอนการจัดการคราบน้ำมันต่อสาธารณชนทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุ

นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบว่า การจัดทำแผนที่อ่อนไหวต่อคราบน้ำมันในทะเลของประเทศไทยแบบบูรณาการ ยังไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในประเทศไทย แม้ว่าแผนที่อ่อนไหวต่อคราบน้ำมันในทะเลของประเทศไทยที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจัดทำนั้น มีการบ่งบอกถึง “ฐานข้อมูลความอ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลไทย” แต่ยังขาด “ฐานข้อมูลความอ่อนไหวต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย”

โดยหลักปฎิบัติทั่วไป เมื่อเกิดคราบน้ำมันในทะเล คณะผู้บัญชาการเหตุการณ์จะจัดลำดับความสำคัญในการบริหารจัดการต่อคราบน้ำมันในทะเล โดยพิจารณาจากพื้นที่อ่อนไหวต่อคราบน้ำมันในทะเลเป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจกำหนดลำดับขั้นตอนในการปฏิบัติ เนื่องจากทรัพยากรที่มี เครื่องมือ

และบุคลากรมีอยู่อย่างจำกัด แต่พื้นที่อ่อนไหวต่อคราบน้ำมันในทะเลของประเทศไทยที่ทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจัดทำมานั้น ในรายละเอียดมีข้อมูลที่สำคัญต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลเพียงด้านเดียว ซึ่งยังขาดข้อมูลที่สำคัญทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และข้อมูลสำคัญด้านอื่น ๆที่เกี่ยวข้อง

จึงอาจทำให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์จัดลำดับขั้นตอนในการปฏิบัติได้ไม่เหมาะสม และอาจสร้างความเสี่ยงต่อระบบสังคมและระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย เรื่องนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนากระบวนการการจัดทำฐานข้อมูลพื้นที่อ่อนไหวต่อคราบน้ำมันในทะเลของประเทศไทยแบบบูรณาการ ที่ประกอบด้วยข้อมูลในมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่
4.) การชดใช้ค่าเสียหายและการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน กรณีน้ำมันรั่วไหลทางทะเลในประเทศไทย:
ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการบัญญัติกฎหมายการชดใช้ค่าเสียหายเพียงทางแพ่งเท่านั้น ยังไม่มีระบบกองทุนเพื่อรับผิดทางแพ่ง

หรือ รองรับกรณีที่เกิดความเสียหาย และยังไม่มีระบบประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก รวมถึงยังไม่มีระบบการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน
โดยกฎหมายของประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับมาตรการฟื้นฟูเยียวยามลพิษจากน้ำมัน ประกอบด้วย

4.1) พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ มาตรา ๕๙ กำหนดให้มีการชดเชยค่าเสียหาย แต่ชดเชยเพียงความเสียหายต่อสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่มีการกล่าวถึงการชดเชยความเสียหายทางร่างกายและทรัพย์สินของเอกชน จึงไม่สามารถนำมาใช้กับกิจการปิโตรเลียมได้

4.2) พระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔ มาตรา ๗๕ กำหนดให้ ผู้รับสัมปทานต้องป้องกันและบำบัดปัดป้องความโสโครกกรณีที่เกิดจากน้ำมัน หากไม่ดำเนินการหรือดำเนินการล่าช้า ให้หน่วยงานรัฐเข้าดำเนินการโดยผู้รับสัมปทานเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย และมุ่งเน้นโทษทางอาญา โดยไม่มุ่งเน้นความรับผิดทางแพ่ง ทั้งค่าเสียหายและค่าดำเนินการฟื้นฟูให้สภาพแวดล้อมกลับมาอยู่ในสภาพเดิม

4.3) พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๙๖(ประกอบกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๓๘) มาตรา ๙๗ และกองทุนสิ่งแวดล้อม มาตรา ๒๒ และ มาตรา ๒๓

4.4) พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งได้มีการออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขเกี่ยวกับการแจ้ง การอนุญาตและอัตราค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๕๖ เรื่องการทำประกันภัย แต่ไม่รวมการทำประกันภัยรับผิดต่อบุคคลภายนอกที่ได้รับผลกระทบจากความเสียหายที่เกิดขึ้น

4.5) ปัจจุบันมีกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดทางแพ่งเกี่ยวกับมลพิษน้ำมัน คือ พระราชบัญญัติความรับผิดทางแพ่งเพื่อความเสียหายจากมลพิษน้ำมันอันเกิดจากเรือ พ.ศ. ๒๕๖๐ แต่มีข้อจำกัดคือ กำหนดความรับผิดเฉพาะมลพิษที่มาจากการขนส่งทางเรือ ไม่รวมการขนส่งทางท่อ และในการดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดี กำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งไม่สะดวกต่อการดำเนินการฟ้องร้อง

4.6) ในส่วนของระบบกองทุนฟื้นฟูเยียวยา คือ พระราชบัญญัติการเรียกเงินสมทบเข้ากองทุนระหว่างประเทศเพื่อชดใช้ความเสียหายจากมลพิษน้ำมันอันเกิดจากเรือ พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งมีความสอดคล้องกับพระราชบัญญัติความรับผิดทางแพ่งเพื่อความเสียหายจากมลพิษน้ำมันอันเกิดจากเรือ พ.ศ. ๒๕๖๐ และมีข้อจำกัดเช่นเดียวกัน คือ กำหนดความรับผิดเฉพาะมลพิษที่มาจากการขนส่งทางเรือ ไม่รวมการขนส่งทางท่อ

#สื่อเถื่อน #น้ำรั่วไหลลงทะเลศรีราชา #การใช้สารเคมีสลายคราบน้ำมัน

20/05/2025

นับตั้งแต่ หลังการรัฐประหารปี พ.ศ. 2557 นโยบายการจัดที่ดินผ่าน คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ถูกผลักดันให้เป็นนโยบายหลักในการจัดการที่ดินทั่วประเทศ รวมถึงพื้นที่เกษตรกรรมในเขตป่าสงวนแห่งชาติอย่างอำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี เกษตรกรที่เคยทำกินบนที่ดินเดิมรุ่นต่อรุ่น ต้องเข้าสู่ระบบการอนุญาตแบบรวมศูนย์ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ในที่ดินได้เหมือนก่อน จะปรับเปลี่ยนการปลูกพืชก็ทำไม่ได้ หากไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ

โครงการ คทช. อาจช่วยจัดการที่ดินอย่างเป็นระบบในภาพใหญ่ แต่ในบางพื้นที่ มันกลับกลายเป็นเครื่องมือควบคุมการใช้ประโยชน์ในที่ดินที่มีอยู่เดิมของผู้คน

Land Watch Thai จึงชวนย้อนมาเปิดมุมมองการจัดการที่ดินตามแนวนโยบาย คทช.เมื่อต้องลงไปปฎิบัติจริงในพื้นที่อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ที่เป็นแหล่งเกษตรกรรมพืชทุเรียนขนาดใหญ่ รัฐควรเป็นผู้จัดการหรือผู้ร่วมดูแลกับประชาชนในสิทธิทำกินของตนเอง ?

เข้าถึงเนื้อหาได้ที่ https://landwatchthai.org/?p=649

15/05/2025

15 พฤษภาคม อาจเป็นวันทั่วๆ ไปตามปฏิทินของคนในภูมิภาคอื่นๆ แต่สำหรับคนตะวันออก นี่คือวันที่มีการประกาศบังคับใช้พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 โดยมีการประกาศในวันที่ 14 พฤษภาคม 2561 และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2561
ภาพนิคมอุตสาหกรรมที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ภาพรถบรรทุกที่วิ่งตามถนนจนแน่นขนัด ข่าวคราวการสร้างรถไฟความเร็วสูงที่มาเป็นระยะแม้จะยังไม่เกิดอะไรขึ้น หรือแม้แต่ชีวิตของใครหลายๆ คนก็ได้เปลี่ยนแปลงไปหลังจากประกาศฉบับนี้
ซึ่งนี่คือหนึ่งในมรดกตกทอดการรัฐประหารในยุคสมัยของคสช. นำโดยพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มาพร้อมกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่ยังไม่หายไปไหน
เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เป็นส่วนหนึ่งของการขยายเส้นทางคมนาคมและการส่งออก ในนามว่า เส้นทางสายไหมใหม่ หรือ One Belt One Road ด้วยการจับมือระหว่างนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น (พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา) และประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง
เวลาล่วงเลยถึง 7 ปี โครงการลงทุนยักษ์ใหญ่ยังคงเงียบงัน ไม่ปรากฎร่องรอยของการกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่โครงการ EEC มุ่งมั่นจะพัฒนาเศรษฐกิจ แลกเปลี่ยนนวัตกรรมเทคโนโลยี และเกิดการจ้างงานในไทย
แม้จะไม่เกิดการสร้างรายได้ให้ประเทศไทยดั่งใจหวัง แต่กลับกันจำนวนนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานเกิดขึ้นจำนวนมาก โดยเฉพาะในขวบปีหลังๆ ที่เป็นนักลงทุนจากจีน พร้อมกับการถอยออกของนักลงทุนชาติอื่นๆ แทน ไหนจะตามมาด้วยการไล่รื้อชุมชนเดิม เพื่อสร้างโครงการเขตเศรษฐกิจจำเพาะ เช่น โครงข่ายคมนาคม รถไฟความเร็วสูง เป็นต้น
ยังไม่หมดเท่านั้น เพราะจากความหวังของอัตราการจ้างงาน และแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีจากประเทศที่เข้ามาลงทุน แต่เรากลับได้การปฏิบัติต่อลูกจ้างอย่างลดทอนสิทธิมนุษยชนและทำลายสิ่งแวดล้อมอันมาพร้อมกับกากขยะอุตสาหกรรม อีกทั้งแรงงานไทยหลายคนยังตกงานไปอีกจำนวนมาก และเกิดระบบการจ้างงานที่ไม่ยุติธรรมกับลูกจ้างอย่าง ‘ซับคอนแท็ค’
เราชวน ดร.สมนึก จงมีวศิน จาก EEC Watch มาฉายภาพ 7 ปีที่ภาษีเราลงทุนไปกับ 3 จังหวัดอุตสาหกรรม อย่าง ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ว่าตลอดระยะเวลาเหล่านี้ เราได้อะไร เราเสียอะไร และคุ้มไหมกับ 7 ปีที่ยังไม่มีการทบทวนบทเรียน แต่เดินหน้าขยาย EEC ต่อไป
อ่านบทความได้ที่ : https://epigramnews.co/politics/7-years-of-eec/
#เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก #สื่อออนไลน์ภาคตะวันออก

จดหมายเปิดผนึกถึงผู้สมัครนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาล********************ในโอกาสที่ท่านกำลังลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนาย...
31/03/2025

จดหมายเปิดผนึกถึงผู้สมัครนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาล

********************

ในโอกาสที่ท่านกำลังลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาล ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า จังหวัดชลบุรี

ขอให้ท่านพิจารณาและให้ความสำคัญกับนโยบายการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการบริหารงานของเทศบาล รวมถึงการสนับสนุนและพัฒนานโยบายการเมืองภาคพลเมือง ที่เป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่น

การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนจะช่วยให้เกิดการรับฟังความคิดเห็นและความต้องการ ของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ทั้งยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการตัดสินใจและการดำเนินงานต่าง ๆ ของเทศบาล การสร้างพื้นที่ให้ประชาชนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นและร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น จะทำให้เทศบาลมีการบริหารงานที่โปร่งใส ตรงตามความต้องการและคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ การส่งเสริมการเมืองภาคพลเมืองเป็นการสร้างจิตสำนึกในการมีส่วนร่วมทางการเมือง และมีความรับผิดชอบต่อสังคม การให้ความสำคัญกับการศึกษาและการสร้างพื้นที่กลาง สภาพลเมืองท้องถิ่น ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจทางการเมือง จะช่วยพัฒนาประเทศชาติในระยะยาว และทำให้ประชาชนมีความเข้าใจในบทบาทของตนเองในการพัฒนาชุมชนและประเทศ รวมถึงการวางรากฐานที่เข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตยฐานรากของสังคมไทย

ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า จังหวัดชลบุรี หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านจะให้ความสำคัญกับนโยบายเหล่านี้ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีและยั่งยืนให้กับเทศบาลและชุมชนของเรา ขอขอบพระคุณในความใส่ใจและการพิจารณาของท่าน

ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง
สถาบันพระปกเกล้า จังหวัดชลบุรี
31 มีนาคม 2568

26/12/2024

วันนี้ ตัวแทนสมาคมประมงพื้นบ้านจังหวัดชลบุรี ร่วมกับตัวแทนกลุ่มประมงพื้นบ้านจังหวัดระยอง
เข้าร่วมประชุม คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร

นายอมรศักดิ์ ปัญญาเจริญศรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านการประมง วุฒิสภา และ นายกสมาคมประมงพื้นบ้านจังหวัดชลบุรี ได้นำเสนอปัญหาเกี่ยวกับการทำประมงในพื้นที่ จ.ชลบุรี ดังนี้ :-

1.เรื่องของเครื่องมือทำประมงในเขตทะเลชายฝั่ง ที่ไม่ได้จัดอยู่ใน 14 เครื่องมือ ที่สามารถทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่งได้ ต้องมี "การบรูณาการ" หลายๆหน่วยที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะประกาศอนุญาตให้ใช้

2.เรื่องของการจดแจ้งทะเบียนประมงพื้นบ้านใหม่

3.เรื่องของเรือประมงพื้นบ้านที่ชำรุดทรุดโทรม (เรือไม้ ให้สามารถเปลี่ยนวัสดุประเภทอื่นได้) โดยให้ใช้ทะเบียนเรือเดิมได้

4.เรื่องแรงงานต่างด้าวในเรือประมงพื้นบ้านขนาดเล็กที่จ้างคนไทยเป็นเจ้าของเรือ ให้กำหนดขนาดเรือ และเครื่องมือทำประมงให้มีความชัดเจน เพื่อลดปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในเขตทะเลชายฝั่ง

5.เขตพื้นที่การเพาะเลี้ยงแปลงหอยแมลงภู่ใน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี (แปลง 2-4) อยากให้มีความชัดเจนมากขึ้น

6.เขตพื้นที่ที่ทำการประมงในพื้นที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ที่ถูกประกาศเป็นเขตพื้นที่ความมั่นคงการเดืนเรือและท่าเรือ ที่สร้างผลกระทบโดยตรงกับพี่น้องชาวประมงพื้นใน จ.ชลบุรี

7.ปัญหากรณี น้ำมันรั่ว หรือ มลพิษทางน้ำ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จ.ชลบุรี อยากให้หน่วยงาน กรมประมง กรมท.ช. กรมเจ้าท่า และ/หรือ หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ให้มีการบรูณาการ กฎหมายของแต่ละหน่วยงานให้สอดคล้องไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อช่วยลดปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมงในพื้นที่ที่เกิดปัญหา

สุดท้ายที่มีการพูดคุยก่อนจบการประชุม คือ เรื่องกฎหมายลูกของ (ร่าง) พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก. การประมง 2558 พ.ศ… ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต อาทิ การพูดคุยกันเพื่อจัดตั้ง "คณะทำงานยกร่างกฎหมายลูก และกำหนดหลักเกณฑ์ประกอบ (ร่าง) พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก. การประมง 2558 พ.ศ… "
เครดิตข้อมูล:
สมาคมประมงพื้นบ้านจังหวัดชลบุรี

ที่อยู่

Pattaya

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เครือข่ายเพื่อนตะวันออก วาระเปลี่ยนตะวันออกผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์