ในช่วงระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ภาคตะวันออกต้องเผชิญกับแผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก ที่ได้เริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2524 เป็นต้นมา โดยแผนพัฒนาฉบับนี้ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่โดยรวมของภาคตะวันออกเป็นอย่างมาก เป็นยุคแห่งการย้ายฐานการผลิตจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณภาคตะวันออก ซึ่งล้วนมีการชี้นำผ่านทางนักการเมือง ภายใต้นโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ผูกขาดด้วย
อำนาจรัฐส่วนกลาง โดยมีผู้มีอำนาจเหนือรัฐ เช่น กลุ่มทุนข้ามชาติ เป็นผู้เสนอประโยชน์ ส่งผลให้ประเทศของเราดำเนินการตามกลุ่มทุนต่างๆที่มีผลประโยชน์แอบแฝง โครงการขนาดใหญ่ต่างๆถูกพัฒนาสร้างขึ้นมามากมายในพื้นที่ภาคตะวันออกเพื่อสนองผลประโยชน์ของกลุ่มทุนข้ามชาติเป็นหลัก เช่น ถนน ท่าเรือน้ำลึก สนามบิน โรงไฟฟ้า อ่างเก็บน้ำ โครงข่ายส่งน้ำ อุตสาหกรรมหนัก นิคมอุตสาหกรรม เขตประกอบอุตสาหกรรม เขตพาณิชยกรรม และอื่นๆอีกมากมาย การพัฒนาตามแผนนั้นนำมาซึ่งปัญหาในพื้นที่มากมาย อาทิเช่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่มิได้กระจายความมั่งคั่งและความอยู่ดีมีสุขอย่างถ้วนหน้า การแย่งชิงทรัพยากรอย่างรุนแรงเป็นผลให้เกิดการแย่งชิงนำมาสู่ความขัดแย้งรุกลามไปสู่ปัญหาประเทศ การเปลี่ยนมือการถือครองที่ดินจำนวนมากนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ไม่เหมาะสมขนานใหญ่ ความเสื่อมโทรมทางทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่ถูกทิ้งไว้ให้คนภาคตะวันออกเป็นผู้แบกรับชะตากรรม ทั้งเรื่องของมลพิษที่ตกค้างในระบบนิเวศ ทั้งดิน น้ำ อากาศ ผลผลิตอาหาร และสุขภาวะโดยรวมของชุมชน และที่สำคัญที่สุดก็คือพื้นที่ผลิตอาหารของภาคตะวันออกลดลงจนกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารของชุมชนท้องถิ่น ของสังคม และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย จะเห็นได้ว่าการพัฒนาทั้งหลายในภาคตะวันออกถูกทำให้เชื่อว่าเมื่อพัฒนาแล้วจะเกิดความเจริญ ซึ่งแท้จริงแล้วกลับทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของทรัพยากร สังคมอ่อนแอ และชุมชนพึ่งตนเองไม่ได้ ไม่สุขดังคำโฆษณาแต่อย่างใด แต่กลับกลายเป็นว่าพี่น้องภาคตะวันออกต่างต้องพยายามต่อสู้กับผลกระทบต่างๆที่มาจากการพัฒนาในแต่ละพื้นที่กันเองและยังไม่สามารถหยุดยั้งผลกระทบเหล่านั้นได้ ในขณะที่ชาวต่างชาติและนายทุนกลับร่ำรวย ขยายกิจการกันใหญ่โตมโหฬาร และยังนำผลกำไรกลับไปยังกลุ่มผลประโยชน์ตน ประชาชนในหลายพื้นที่มองเห็นกลุ่มผู้พัฒนาอุตสาหกรรมทั้งในนามของรัฐและเอกชนเป็นปรปักษ์ มีผลทำให้เกิดความขัดแย้งในเรื่องการพัฒนาและเกิดการคัดค้านต่อต้านการพัฒนาจากภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบเกิดขึ้นไปทั่วทั้ง 8 จังหวัดอยู่ในขณะนี้
วันนี้สิ่งที่ชุมชนคนภาคตะวันออกเผชิญอยู่ ถือเป็นเรื่องใหญ่ รุนแรง เร็ว และมาจากพลังทุนข้ามชาติ คนตะวันออกจึงไม่ควรนิ่งเฉยอีกต่อไป ควรที่สังคมภาคตะวันออกโดบรวมจะได้ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากแผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกและแผนการอื่นๆที่กำลังเข้ามาซ้ำเติม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความล่าช้าจากการประกาศใช้ผังเมืองรวมจังหวัดของภาคตะวันออก ที่มีเพียงแค่จังหวัดนครนายกและปราจีนบุรีที่ได้ประกาศใช้ ซึ่งในระหว่างที่ผังเมืองของจังหวัดที่เหลือยังไม่ถูกประกาศใช้นั้น สภาวะสุญญากาศของการประกาศใช้ผังเมืองก็ทำให้กลุ่มทุนอุตสาหกรรมใช้เป็นช่องว่างในการเข้าบุกยึดที่ดินเกษตรกรรมเพื่อขออนุญาตจัดสร้างเป็นนิคมอุตสาหกรรม เขตประกอบอุตสาหกรรม ฯลฯ เรื่องของการเปิดการค้าเสรีอาเซียนที่ประเทศไทยจะต้องทำการเปิดเสรีให้สิทธินักลงทุนอาเซียนเท่ากับคนในประเทศ รวมถึงการเปิดเสรีให้กับนักลงทุนนอกอาเซียนที่ได้เข้ามาลงทุนในอาเซียน ครอบคลุมสาขาการลงทุน ด้านการผลิต เกษตร ป่าไม้ ประมง และเหมืองแร่ ซึ่งมีหลายประเด็นของการเปิดเสรีที่น่าเป็นห่วงอย่างมากเช่น การทำประมงเฉพาะการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การทำป่าไม้จากป่าปลูก และการทำกิจการเพาะขยายหรือปรับปรุงพันธุ์พืช ฯลฯ ซึ่งชาวต่างชาติจะสามารถเข้ามาแย่งชิงพื้นที่ทำกินและทรัพยากร(ป่าไม้และทะเล) ซึ่งปัจจุบันมีปัญหามากอยู่แล้วทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงมากยิ่งขึ้น การส่งเสริมการปลูกป่าและเพาะเลี้ยงในระบบเชิงเดี่ยวจะสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น แทนที่จะสนับสนุนระบบป่าชุมชนและวนเกษตรหรือการประมงชายฝั่งที่อนุรักษ์ป่าชายเลนและหญ้าทะเล นอกจากนี้ชาวต่างชาติจะสามารถเข้ามาใช้สิทธิคาร์บอนเครดิตจากการปลูกป่า บริษัทข้ามชาติจะสามารถเข้ามาผูกขาดเมล็ดพันธุ์ซึ่งเป็นฐานรากของระบบเกษตรกรรมและอาหาร บรรษัทข้ามชาติจะสามารถเข้าถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพของประเทศไทย รวมถึงพันธุ์พืชที่ได้รับการปรับปรุงจากการวิจัยของรัฐได้โดยง่าย รวมทั้งการเปิดเสรีในลักษณะนี้ถือเป็นการขัดขวางการพัฒนาศักยภาพในการพัฒนาเรื่องพันธุ์พืชของผู้ประกอบการขนาดเล็กและเกษตรกรรายย่อยในประเทศไทยอีกด้วย เรื่องของผังประเทศไทย 2600 ก็เป็นประเด็นห่วงกังวลสำหรับอนาคตของภาคตะวันออกและลูกหลานชาวตะวันออกในอีกครึ่งศตวรรษข้างหน้าเช่นกัน โดยเฉพาะการที่รัฐได้ทำการกำหนดพื้นที่ของภาคตะวันออกในกลุ่มจังหวัดชลบุรี-ระยอง-ฉะเชิงเทรา ให้เป็นพื้นที่ของกลุ่มอุตสาหกรรมปิโครเคมี-เหล็ก-พลังงาน กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน-ท่าเรือน้ำลึก กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และกลุ่มอุตสาหกรรมอิเลคทรอนิคส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งจะมีผลทำให้ภาคตะวันออกจะเปลี่ยนจาก “แหล่งอาหาร” ไปสู่ “แหล่งอุตสาหกรรม” เต็มตัว และความมั่นคงทางอาหารของภาคตะวันออกจะถึงกาลล่มสลาย ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนในภาคตะวันออกต้องลุกขึ้นมา เชื่อมโยงกันทั้งองค์ความรู้และพลังในการปกป้องพื้นที่ ดำรงไว้ซึ่งนิเวศวัฒนธรรมอันดีงาม และร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยคนตะวันออกเอง ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้แก่ลูกหลาน แผ่นดิน และสิ่งแวดล้อม
(English Translation) .. They stand in a tropical zone that possesses a great biological diversity and a rich abundance of natural resources, such as the upper East with a world heritage forest that is the source of foods and medicines , and the lower East with a coastline that is the habitat of a wide range of aquatic animals and plants. Although the enormous resources make the East an important food source of the world , the Eastern Seaboard Development Plan, the implementation of which started in 1981, brought radical changes to the East in the past three decades, with a number of mega projects including those of roads, deep-sea ports, airports, power plants, reservoirs, water pipelines, heavy industries, industrial estates, industrial zones, and commercial zones. The implementation of the development plan causes a large amount of problems to the region including unfair income distribution, fierce fights for resources that developed into national issues, considerable transfers of land ownerships, vast land abuse, and the deterioration of resources and the environment, especially a toxic issue caused by soil, water, and air pollution, as well as, contaminated foods. The stoppage of threats, the protection of food sources and joint plans for a sustainable future are the three goals that 67 organizations of easterners which form the “Network of Eastern Friends: Agenda of Eastern Change” in April 2012 are trying to accomplish. We are demanding the establishment of the rules, agreements, contracts and regulations that local communities can apply to ensure the fair and sustainable exploitation of resources and that enable local communities to protect their food sources and decent eco-cultures and design sustainable development by themselves. The key success factor is to balance economic development and social, political and environmental systems including natural heritage and cultural heritage.