DAC (shipping) Co.,Ltd.

DAC (shipping) Co.,Ltd. Products // Sea & Air freight - Customs clearance - Truck & Crane transportation - Pre-order & Import cargo from Guangzhou(China) to Bkk

Services/Products
- Sea & Air freight บริการขนส่งสินค้า ทางเรือ และทางอากาศระหว่างประเทศ
- Customs clearance บริการเคลียร์ภาษี พิธีการทางศุลกากร ขาเข้า ขาออก และทำเอกสารที่สำคัญ พร้อมสิทธิประโยชน์ทางการค้า
- Truck & Crane transportation บริการรถหัวลาก และเครน ขนส่ง ถ่ายของภายในประเทศ
- Pre-order & Import cargo from Guangzhou(China) to Bkk บริการจัดหา จัดซื้อสินค้า และวัตถุดิบ ราคาจากโรงงานในกวางโจว พร้อมส่งถึงมือผู้รับ

สวัสดีค่ะ ตอนนี้ทางบริษัท เปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่ อย่างเป็นทางการนะคะ รบกวนคุณลูกค้าหรือผู้ที่สนใจ ด้านการนำเข้าส่งออก ขนส...
28/02/2014

สวัสดีค่ะ ตอนนี้ทางบริษัท เปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่ อย่างเป็นทางการนะคะ รบกวนคุณลูกค้าหรือผู้ที่สนใจ ด้านการนำเข้าส่งออก ขนส่ง จัดหาสินค้า หรือผู้ประกอปการต่างๆ รบกวน ติดตามเราได้ ที่ www.facebook.com/Maneewan Trading CO.,LTD. นะคะ // ขอบพระคุณค่ะ

16/06/2013
แนะนำบริการของทางบริษัท ทุกท่านสามารถเข้าไปชม และศึกษาเพิ่มเติมได้จากทางเวปไซท์ ของเรานะครับ
01/02/2013

แนะนำบริการของทางบริษัท ทุกท่านสามารถเข้าไปชม และศึกษาเพิ่มเติมได้จากทางเวปไซท์ ของเรานะครับ

ตอนนี่เวปไซท์ของทางบริษัทเสร็จเรียบร้อย สามารถเข้่าไปดูข้อมูลบริการของเราได้นะครับ http://www.dadvisory.org
22/01/2013

ตอนนี่เวปไซท์ของทางบริษัทเสร็จเรียบร้อย สามารถเข้่าไปดูข้อมูลบริการของเราได้นะครับ

http://www.dadvisory.org

07/01/2013

แนะ SMES ลงทุนลอจิสติกส์ ปท.เพื่อนบ้านตามนักลงทุนย้ายฐานผลิต

Posted in: การปรับตัวกลยุทธ์ รับAEC 06 กันยายน 2555
รศ.ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยในงานสัมมนา โครงการลดต้นทุนลอจิสติกส์สำหรับผู้ส่งออกและผู้ให้บริการลอจิสติกส์ เพื่อรองรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 4 จัดโดยกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ว่า สำหรับระบบลอจิสติกส์ของไทยในส่วนของการขนส่ง รัฐบาลไทยยังคงมุ่งให้ความสำคัญกับเรื่องโครงสร้างทางกายภาพโดยการลงทุนสร้างถนนหนทางมากมาย เพราะมองเห็นถึงประโยชน์ที่ประเทศไทย เป็นศูนย์กลาง ที่ทุกประเทศในอาเซียนจะต้องใช้พื้นที่ของประเทศไทย ในการผ่านไปค้าขายกับทุกประเทศในอาเซียน

อย่างไรก็ตาม จากข้อได้เปรียบดังกล่าว ใช่ว่าเราจะสามารถตักตวงผลประโยชน์ตรงนี้ได้อย่างเต็มที่อย่างที่หลายฝ่ายตั้งใจ เพราะหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ระบบกายภาพแต่อยู่ที่มุมมอง ในการบริหารจัดการ เพราะตราบใดที่เรายังไม่มีการบริหารจัดการที่ดีประโยชน์ทุกอย่างก็จะไปอยู่ที่ผู้สั่งการ ซึ่งมีตัวอย่างที่เห็นกันอยู่ในขณะนี้ อย่างประเทศสิงคโปร์ และมาเลเซีย ที่สามารถสร้างรายได้จากการเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการระบบลอจิสติกส์ โดยไม่จำเป็น ต้องมีโครงสร้างทางกายภาพ

ดังนั้น ถ้าเราไม่ปรับตัว และมองแต่ความได้เปรียบด้านโครงสร้างทางกายภาพเพียงอย่างเดียว มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่เราจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากการทุ่มทุนจำนวนมหาศาลเพื่อพัฒนาโครงสร้างกายภาพ ซึ่งเหลือเวลาไม่กี่ปี ที่ทั้ง ภาครัฐ รวมถึงภาคเอกชน ต้องมาผนึกกำลังทำงานร่วมกัน เปิดมุมมองใหม่ หันไปให้ความสำคัญกับการที่เราจะทาอย่างไร จึงจะได้ศูนย์กลางทางด้านการบริหารการจัดการควบคู่ไปกับการเป็นศูนย์กลางทางด้านกายภาพ ที่มีศักยภาพอย่างแท้จริง

นายวรทัศน์ ตันติมงคลสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัทโลจิสติกส์ วัน จำกัดกล่าวต่อว่า สำหรับการปรับตัวของระบบลอจิสติกส์ไทย เพราะต้องยอมรับว่าปัจจุบันลอจิสติกส์ที่เป็นบริษัทคนไทย และเป็นSMEs นั้นมีอยู่ไม่กี่รายที่มีศักยภาพมากเพียงพอที่จะสามารถแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ได้ ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดของSMEsคือ การรวมกลุ่มกันทำงาน และลงพื้นที่ไปศึกษาโอกาสในประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนก่อน เพราะถ้าได้ลงไปในพื้นที่ก็จะมองเห็นโอกาสเองว่าจะเริ่มต้นได้อย่างไร

ทั้งนี้ ประกอบกับปัจจุบันต้องยอมรับ มีการย้ายฐานการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม ในหลายอุตสาหกรรม หลังจากมีแรงผลักดันจากภาครัฐในการขึ้นค่าแรง 300 บาท ดังนั้น ถ้าพูดถึงระบบขนส่ง แน่นอนว่าต้องได้รับผลกระทบ เพราะเราเองก็จะไม่รู้จะไปขนอะไร และประเทศ ที่มีการไปลงทุนกันมาก ก็เป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงเราอย่าง กัมพูชา ลาว และพม่า ซึ่งสิ่งที่เราทำได้คือ ตามบริษัทเหล่านี้ เข้าไปให้บริการได้ หลังจากเปิด AEC ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างมากในช่วงนี้หาโอกาสเข้าไปหาลู่ทางการลงทุน หรือหาพันธมิตรในประเทศนั้น



อ่านต่อ: http://www.thai-aec.com/480

รศ.ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยในงานสัมมนา โครงการลดต้นทุนลอจิสติกส์สำหรับผู้ส่งออกและผู้ให้บริการลอจิสติกส์ เพื่อรองรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 4 จัดโดยกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ว่า สำหรับระบบลอจิสติกส์ของไทยในส่วนของการขนส่...

21/11/2012

ข้อมูลเชิงลึกเปิดเสรี LOGISTICS รับ AEC

Posted in: บทความ AEC สำคัญที่ควรอ่าน, บทความและบทวิเคราะห์AEC 20 สิงหาคม 2555
การเปิดเสรีโลจิสติกส์ ภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือAEC เริ่มถูกกล่าวถึงถี่ขึ้นมากในช่วงหลายปีมานี้ เหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้เกิดความตื่นตัวในเรื่องดังกล่าวก็ด้วยความเป็นห่วงว่า ธุรกิจไทยจะเสียเปรียบในแง่ของการแข่งขัน เพราะทุกวันนี้ต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยค่อนข้างสูง แม้ปี 2554 ที่ผ่านมา เราจะวางเป้าหมายในการลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้เหลือ 16% ต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ (จีดีพี) แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ ต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยยังคงอยู่ที่ 18.6% เมื่อหันไปดูต้นทุนโลจิสติกส์ของชาติอื่นอาทิชาติในอาเซียนด้วยกันอย่างประเทศมาเลเซียต้นทุนโลจิสติกส์อยู่ที่ 13% สิงคโปร์ 7% ถัดออกไปในภูมิภาคเอเชีย อินเดียอยู่ที่ 13% ญี่ปุ่น10.5% ขณะที่กลุ่มประเทศในแถบยุโรป เฉลี่ยอยู่ที่ 11% และสหรัฐ อยู่ที่ 9.5% ยิ่งไปกว่านั้นผู้ประกอบการในธุรกิจโลจิสติกส์ของไทยกว่า 70% เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก หรือเอสเอ็มอี เลยกลายเป็นเป้าใหญ่ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นจุดอ่อน หากเปิดเสรี 100% ปล่อยให้ทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย ภายใต้กรอบAECในปี 2558 เอสเอ็มอีก็ยากจะอยู่รอด ในความเป็นจริงสถานการณ์ไม่ได้น่ากลัวถึงขั้นนั้น ทุกวันนี้ถึงผู้ประกอบการโลจิสติกส์ของไทยส่วนใหญ่จะเป็นเอสเอ็มอีมีต่างด้าวเพียง 30% แต่ถ้าดูทุนจดทะเบียนรวมก็จะพบว่า ทุนของกลุ่มต่างด้าวคิดเป็นสัดส่วนถึง 52% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด แต่กลุ่มเอสเอ็มอีก็ยังอยู่ได้

นอกจากนี้ การเปิดเสรีโลจิสติกส์ของไทยก็จำกัดทุนต่างชาติเข้ามาถือหุ้นได้ไม่เกิน 70% ซึ่งจะเริ่มในปี 2556 และยังไม่ได้มีการเจรจาจะขยายการถือหุ้นให้มากกว่านี้ โดยปัจจุบันในอาเซียนของเรามีเพียงสิงคโปร์ เวียดนาม และกัมพูชา ที่เปิดรับทุนต่างชาติเข้ามาในกิจการโลจิสติกส์ 100%ดังนั้นถ้าอนาคตไทยจะเดินรอยตาม 3 ประเทศนี้ก็เชื่อว่าไม่น่าเป็นห่วงเช่นกันตรงกันข้าม การเปิดเสรีจะช่วยพัฒนาโลจิสติกส์ในไทยให้มีศักยภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเอื้ออ่านวยประโยชน์ต่อการเปิดเสรีภาคการค้าที่เปิดไปก่อนหน้านี้แล้วให้เกิดความคล่องตัวยิ่งขึ้น

ข้อดีข้อแรก คือ แนวโน้มต้นทุนโลจิสติกส์จะถูกลง จากตัวเลือกการให้บริการที่มีมากขึ้นกว่าเดิม

ข้อต่อมา แม้จะเป็นผู้ประกอบการทุนหนา แต่ความเชี่ยวชาญในเรื่องของเส้นทางการให้บริการก็ยังต้องอาศัยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเจ้าถิ่นเข้ามารับช่วงงานต่ออยู่ดี รายใหญ่ไม่สามารถทาเองได้ทั้งหมด ช่วยให้เกิดการจ้างงาน กระจายรายได้มากกว่าเก่า

ข้อดีข้อที่สาม ประเทศไทยได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่กลางอาเซียน หากโลจิสติกส์ของไทยสามารถรองรับความต้องการใช้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพก็จะช่วยดึงฐานลูกค้าเข้ามาเพิ่มได้ แน่นอนว่า ทุนต่างชาติที่เข้ามาหาก็ต้องเน้นการสรรหาลูกค้ามาใช้บริการด้วย นั่นหมายถึงเงินไหลเข้าจำนวนมหาศาล เฉกเช่นที่สิงคโปร์เป็นผู้นำอยู่ในเวลานี้สุดท้าย คือ เทคโนโลยีด้านโลจิสติกส์ที่ทันสมัยจะเข้ามาสู่ประเทศไทยเช่นกัน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ไทยต้องการอย่างมาก เพื่อการพัฒนาตัวเองในระยะยาว

ปัจจุบันเปรียบเทียบชาติอาเซียนด้วยกันสิงคโปร์เป็นชาติที่มีศักยภาพด้านโลจิสติกส์เป็นอันดับ 1 รองลงมาเป็น มาเลเซีย ส่วนไทยอันดับ3 ตามด้วยฟิลิปปินส์ เวียดนาม และอินโดนีเซียโดยประเทศที่กำลังมาแรงคือ เวียดนาม ถ้าไทยไม่ขยับตัวโอกาสถูกเวียดนามแซงมีความเป็นไปได้สูง อย่างไรก็ดี การเตรียมความพร้อมรับกับการเปิดเสรีโลจิสติกส์ กลุ่มเอสเอ็มอีของไทยต้องรวมกลุ่มกันให้ได้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งสร้างอำนาจต่อรองกับผู้ประกอบการรายใหญ่ โดยดำเนินการรวมกลุ่มกันเอง เพราะเป็นผู้ที่อยู่ในวงการโดยตรงรู้และเข้าใจศักยภาพของกลุ่ม จะทำให้การวางทิศทางการพัฒนาเป็นไปอย่างถูกทางได้อย่างสมบูรณ์ไม่ควรให้ภาครัฐเข้ามาเป็นแกนนา แต่ให้รัฐทาหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุนส่งเสริม ด้วยการช่วยเหลือในการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ ให้เอื้ออ่านวยความสะดวกในขั้นตอนการปฏิบัติ โดยเฉพาะลดขั้นตอนการขอใบอนุญาตระเบียบเอกสารต่างๆ จากหลายหน่วยงาน ร่นระยะทางการติดต่อ แทนที่เอกชนจะต้องเสียเวลาเดินทางไปติดต่อเรื่องเอกสารหลายๆที ก็ติดต่อ ณ จุดเดียว แต่ได้ครบทุกใบอนุญาตจากหลายหน่วยงาน

ยกตัวอย่าง ที่ประเทศสิงคโปร์ และมาเลเซียใช้ระบบ Single Window สินค้าใดๆ ก็ตามที่จะขนย้ายผ่านเข้าออกที่ด่านไหน ด่านนั้นสามารถให้บริการด้านเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น สินค้าอาหารปกติต้องตรวจสอบใบอนุญาตความปลอดภัยมาตรฐานสินค้า มาตรฐานด้านการเกษตร เป็นต้นรวมแล้วก็กว่า 20 แผนก ที่ต้องวิ่งไปติดต่อ แต่ระบบดังกล่าวสามารถตรวจเช็กข้อมูลได้ครบหมด โดยเชื่อมเครือข่ายไอซีทีถึงกันไม่ต้องให้ทุกหน่วยงานส่งคนมา ทำให้นอกจากร่นเวลาแล้วยังประหยัดค่าเดินให้เอกชน และประหยัดต้นทุนของภาครัฐด้วยเช่นกัน แต่การที่จะทาจุดนี้ได้ รัฐต้องยอมลงทุนพัฒนาซอฟต์แวร์ให้รองรับการทำงานได้อย่างสมบูรณ์ก่อน ยิ่งไปกว่านั้น หน่วยงานรัฐจำเป็นต้องปรับกระบวนการทำงาน เปลี่ยนบทบาทจากการกำกับควบคุม หันมาเน้นส่งเสริม อ่านวยความสะดวกภาคเอกชน ภายใต้กฎระเบียบที่มีความเอกภาพ

สุดท้าย คือ การวางนโยบายระดับชาติเพิ่มเส้นทางคมนาคมขนส่ง ทั้งระบบราง ถนน และทางน้ำ เชื่อมออกสู่ประเทศเพื่อนบ้านให้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ โอกาสที่โลจิสติกส์ไทยจะขึ้นไปเทียบชั้นสิงคโปร์ มาเลเซีย ก็ไม่เกินเอื้อมแน่นอน

ที่มา : อภิรดี ตันตราภรณ์ ประธานบริหารสถาบันนานาชาติเพื่อเอเชียแปซิฟิกศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

12/11/2012

อุตฯทุ่ม 130 ล.ปรับระบบโลจิสติกส์ ช่วยภาคเอกชนลดต้นทุนสู้ศึก AEC

Posted in: การปรับตัวกลยุทธ์ รับAEC 06 ตุลาคม 2555
ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีต้นทุนด้านโลจิสติกส์ประมาณ 14.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) อยู่ในอันดับ 3 ขณะที่สิงคโปร์ มีต้นทุนต่ำสุดเพียง 8% ตามด้วยมาเลเซีย เราจึงจำเป็นต้องปรับปรุงประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ภาพรวม ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทยนับว่าดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับปี 2554 ที่สูงถึง 18% ของจีดีพี

สำหรับการเตรียมพร้อมของไทยเพื่อก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) นั้น จะต้องเตรียมด้าน soft side ซึ่งหมายถึง ระบบงานต่างๆ ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ด้านโลจิสติกส์ซึ่งขณะนี้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) เดินหน้าจัดทำระบบ national single window มีกำหนดแล้วเสร็จในปีหน้า ซึ่งจะช่วยให้ภาคเอกชนมีความสะดวกในการนำเข้า ส่งออกสินค้ามากขึ้น โดยคาดหวังว่ารถจะผ่านดำนศุลกากรได้ภายใน 5 นาที เช่น ที่ทวาย น้ำพุร้อน สงขลา ปัตตานี มีระบบเอื้อผ่านแดนของรถขนส่งสินค้ารวดเร็วขึ้น

การเชื่อมโยงของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางเชื่อมอาเซียนจะดำเนินการผ่านโครงการลงทุนปรับปรุงระบบโทรคมนาคม ตั้งอยู่บนระบบคมนาคม นอร์ทเซาท์ จีน ผ่านลาว ไทย สิ้นสุดคาบสมุทรมาลายา อีสต์เวสต์ พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม เป็นจุดสำคัญทั้งรถ รางท่อ งบประมาณ 2 ล้านล้านบาท ตั้งเป้า 3 ปี เห็นผล โดยประเทศไทยจะลงทุนสร้างโครงสร้าง พื้นฐานด้านคมนาคม เช่น ระบบราง รถไฟฟ้า เชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้าน ด้านซอฟต์ไซด์มีเร่งพัฒนาคน ระบบการจัดการ ข้อกฎหมาย การไหลของสินค้า ทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายต้นทุนขนส่งสินค้าบริการลดลง

นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรม พื้นฐานและการเหมืองแร่(กพร.) กล่าวว่า ภาพรวมต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ตัวเลขคาดการณ์ล่าสุดอยู่ที่ 1.64 ล้านล้านบาท หรือ 14.5% ของจีดีพี โดยต้นทุนโลจิสติกส์ ภาคอุตสาหกรรมไทยอยู่ที่ 6% ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากสินค้าคงคลังจึงเตรียมแผนที่จะลดในอุตสาหกรรมที่มีต้นทุนสูง ได้แก่ อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ปิโตรเคมี สิ่งทอ ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมมีงบประมาณใช้ในการศึกษาช่วยปรับปรุง โลจิสติกส์ในปีงบประมาณ 2556 จำนวน 130 ล้านบาท



อ่านต่อ: http://www.thai-aec.com/549

ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีต้นทุนด้านโลจิสติกส์ประมาณ 14.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) อยู่ในอันดับ 3 ขณะที่ส

อุดจุดอ่อน-เสริมจุดแข็งเข็นโลจิสติกส์ไทยรับAECPosted in: ผลกระทบอื่นที่จะเกิดกับไทย   20 ตุลาคม 2555“โลจิสติกส์” ถือเป็น...
07/11/2012

อุดจุดอ่อน-เสริมจุดแข็งเข็นโลจิสติกส์ไทยรับAEC

Posted in: ผลกระทบอื่นที่จะเกิดกับไทย 20 ตุลาคม 2555
“โลจิสติกส์” ถือเป็นภาคบริการแรกของไทยที่จะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือAEC ด้วยการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาแข่งขันและเพิ่มสัดส่วนการลงทุนจาก 50% เป็น 70% ตั้งแต่ปี2556 เป็นต้นไป แต่ยิ่งเดินใกล้เข้าสู่AECมากเท่าไหร่ ภาพความไม่พร้อมของโลจิสติกส์ไทยก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น เพราะหากพิจารณาลึกลงไป จะเห็นว่าไทยยังมีต้นทุนการขนส่งสูงและมีความน่าสนใจน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคอาเซียน

ปัญหาสำคัญที่เห็นได้ชัดเจน คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทั้งหมดที่ไม่เอื้อประโยชน์ต่อภาคบริการโลจิสติกส์แม้แต่น้อย จากปัจจุบันที่ไทยใช้การขนส่งทางรถเป็นหลักสูงถึง 86% ซึ่งเป็นระบบขนส่งที่มีต้นทุนสูงจากน้ำมันเชื้อเพลิง และสร้างมลภาวะมากที่สุด ขณะที่สหรัฐอเมริกาญี่ปุ่น แคนาดา ใช้การขนส่งทางรถไม่ถึง 50%

ขณะที่เมื่อเทียบกับระบบรถไฟที่มีต้นทุนต่ำมาก ไทยกลับไม่มีความพร้อมด้านการขนส่งทางรถไฟเลย เพราะปัจจุบันไทยมีเส้นทางรถไฟเพียง 4,000 กม. และประสบปัญหากับหัวรถจักรเก่าและระบบรางคุณภาพต่ำ ตรงข้ามกับทางรถที่มีเส้นทางกว่า 2 แสน กม. แต่กลับเป็นเส้นทางที่มีต้นทุนค่าขนส่งสูงเกินไป ส่วนเส้นทางต้นทุนต่ำอย่างทางน้ำ ไทยก็ยังมีจุดอ่อนเรื่องการเชื่อมโยงไปถึงปลายทางในแต่ละประเทศที่ทำได้ลำบาก เช่นเดียวกับเส้นทางทางอากาศก็พบปัญหาคาร์โกมีไม่เพียงพอ

ชัชชาติ สุทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม กล่าวว่า รัฐบาลได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงเป็นที่มาของเมกะโปรเจกต์ด้านการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับเปิดเสรีบริการโลจิสติกส์ (Logistic Backbone) มูลค่า 2 ล้านล้านบาท เพื่อยกเครื่องเส้นทางการขนส่งใหม่ทั้งหมด ทั้งระบบรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง สนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 แอร์พอร์ตลิงค์ รถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งจะให้ความสำคัญเรื่องรถไฟเป็นหลัก ใช้งบประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นในปี 2555 กว่า 9,000 ล้านบาท และจะเพิ่มอีก 3 แสนล้านบาท ในปี 2557 สิ่งสำคัญที่จะทำให้โลจิสติกส์ไทยแข่งขันได้ในยุคที่ก้าวสู่AEC คือ การมองจากมุมของผู้ใช้บริการว่าต้องการอะไร แล้วจึงนำเสนอบริการนั้น ซึ่งจะทำให้บริการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการใช้จุดแข็งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโลจิสติกส์ถือเป็นวาระแห่งชาติ ที่ต้องทาเป็นภาพใหญ่และทาไปพร้อมกัน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่ละส่วน โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจของประเทศทั้งหมด

วิทยา ปิ่นทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านแบบจาลองเศรษฐกิจ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือ สศช. กล่าวว่า การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องให้เอื้ออำนวยถือเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยยกระดับการพัฒนาโลจิสติกส์ไทยให้พร้อมแข่งขันเมื่อAECมาถึงรวมทั้งสร้างการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งระดับลุ่มแม่น้ำโขง ระดับภูมิภาคอาเซียน และระดับเอเชียแปซิฟิก ที่สำคัญรัฐไม่ควรมองข้ามเรื่องการพัฒนาบุคลากรซึ่งเป็นหัวใจหลัก เนื่องจากขณะนี้บุคลากรของประเทศไทยถือว่ามีความพร้อมน้อยที่สุดหากเทียบกับ 9 ประเทศที่เหลือ โดยเฉพาะด้านภาษา

ดังนั้น ดัชนีวัดความพร้อมก้าวเข้าสู่AECของไทย หาใช่โครงสร้างพื้นฐานระดับเมกะโปรเจกต์เพียงอย่างเดียว เพราะแม้โครงข่ายพื้นฐานจะอลังการแค่ไหน แต่หากคนในประเทศไร้ความพร้อม ช่องโหว่ที่เป็นจุดอ่อนก็ไม่มีทางถูกเปลี่ยนให้เป็นจุดแข็งได้อยู่ดี



อ่านต่อ: http://www.thai-aec.com/587

"โลจิสติกส์" ถือเป็นภาคบริการแรกของไทยที่จะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือAEC ด้วยการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาแข่งขันและเพิ่มสัดส่วนการลงทุนจาก 50% เป็น 70% ตั้งแ

การเชื่อมโยง…คือหัวใจอาเซียน (ASEAN CONNECTIVITY)Posted in: บทความและบทวิเคราะห์AEC   31 กรกฎาคม 2555นางสาวยิ่งลักษณ์ ชิ...
02/11/2012

การเชื่อมโยง…คือหัวใจอาเซียน (ASEAN CONNECTIVITY)

Posted in: บทความและบทวิเคราะห์AEC 31 กรกฎาคม 2555
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเยือนกัมพูชา หารือแบบทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และร่วมการประชุมนักธุรกิจสหรัฐฯ- อาเซียน ที่มี ฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา และบรรดาบุคคลสำคัญร่วมด้วย ไฮไลต์ที่น่าสนใจและมีความสำคัญอย่างยิ่ง เห็นจะเป็น การกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ Commitment to Connectivity ของนายกรัฐมนตรีในงานเลี้ยงอาหารค่ำของสภานักธุรกิจอาเซียน-สหรัฐฯ โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงความสำคัญของการเชื่อม โยงอาเซียนว่าถือเป็นหัวใจสำคัญของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะช่วยปลดปล่อยศักยภาพตลาดเดียว (Asean single market) ได้ อย่างเต็มที่และเป็นฐานการผลิต ที่มีประชากรมากกว่า 600 ล้านคนและมีผลิตภัณฑ์ มวลรวมภายในประเทศ (GDP) รวมกันมากกว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

อาเซียนเป็นตลาดที่เจริญเติบโตและเต็มเปี่ยมด้วยโอกาสอันมีปัจจัยมาจากการเป็นศูนย์กลางของเส้นทาง การค้าเชื่อมโยงสู่เอเชียใต้และเอเชียตะวันออก และด้วยประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่เชื่อมโยงระหว่างกันจะยิ่งสร้างการ เติบโตและการจ้างงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้กว้างขวางขึ้น ดังนั้น อาเซียนจะเป็นพลังและหุ้นส่วนที่เข้มแข็งของสหรัฐอเมริกา และร่วมกันก้าวสูยุคแห่งความรุ่งเรืองของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ขณะเดียวกัน หุ้นส่วน เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และอินเดีย จึงเข้ามามีส่วนร่วมกับอาเซียนและลุ่มแม่น้ำโขงมายาว นาน เพื่อการพัฒนาการเชื่อมโยง ด้วยเหตุนี้อาเซียนยินดีต้อนรับความสนใจของสหรัฐฯที่มีต่อภูมิภาค ซึ่งแท้จริงแล้ว การสนับสนุนของสหรัฐฯ เพื่อการเชื่อมโยง เป็นยุทธศาสตร์สร้างความสมดุลอีกครั้งของสหรัฐฯในภูมิภาคอาเซียน โดยการส่งเสริมมิติความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านทางภาคเอกชนสหรัฐฯ ในขณะเดียวกัน อาเซียนจำเป็นต้องตระหนักว่า ความขัดแย้งและความไม่มั่นคง ที่เกิดจากการพิพาทตามแนวชายแดน หรือปัจจัยอื่นๆ ก็ตาม เป็นอุปสรรคของการขนส่งสินค้าข้ามแดนและการไปมาหาสู่ของประชาชน
ดังนั้น อาเซียนต้องร่วมกันส่งเสริมสันติภาพและความ มั่นคงของภูมิภาค ซึ่งสำคัญต่อความสำเร็จในการพัฒนาความ เชื่อมโยงและการสร้างประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อาเซียน ได้ดำเนินการสร้างความเชื่อมโยงในภูมิภาค และถือเป็นวาระ สำคัญอย่างยิ่ง เพราะด้วยการเชื่อมโยงอาเซียนจะมีสาธารณูปโภคที่แข็งแกร่ง ที่จะส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งจะสร้างโอกาสที่กว้างขึ้นสำหรับผู้มีส่วนร่วม ทุกภาคส่วนทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงบทบาทของประเทศไทยใน อาเซียน โดยยืนยันถึงนโยบายการส่งเสริมความเชื่อมโยงในอาเซียนและการสร้างประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในระดับ ภูมิภาคนั้น อยู่ในขั้นตอนบังคับใช้แผนแม่บทว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน (Master Plan on ASEAN Connectivity) และกรอบกลยุทธ์พัฒนาลุ่มแม่น้ำโขง ปี 2012- 2022

โดยประเทศไทยสนับสนุนงบประมาณการซ่อมแซมเส้นทางคมนาคมและการก่อสร้างสะพาน ตลอดแนวระเบียง เศรษฐกิจเหนือ-ใต้, ตะวันออก-ตะวันตก, และทางตอนใต้ นอกจากนี้ ไทยสนับสนุนการก่อตั้ง ASEAN Single Window : ASW (ความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกด้าน ศุลกากรด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน) ซึ่ง คาดว่าจะสำเร็จภายในปีนี้ นอกจากนั้น อาเซียนมีกองทุนสาธารณูปโภคอาเซียน ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนและแหล่งทุนอื่นๆ จะช่วยพัฒนาสาธารณูปโภคที่จำเป็นในวงเงิน 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาการบริหารจัดการตามแนวชายแดน เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยในบริเวณชายแดน จากผู้ใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงในทางที่ผิด



อ่านต่อ: http://www.thai-aec.com/374

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเยือนกัมพูชา หารือแบบทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และร่วมการประชุมนักธุรกิจสหรัฐฯ- อาเซียน ที่มี ฮิลลารี คลินตัน รัฐม

รับมืออาเซียนPosted in: การปรับตัวกลยุทธ์ รับAEC   20 ตุลาคม 2555ในขณะนี้ที่ในบ้านเรากระแสการตื่นตัวของการเปิดประชาคมอาเ...
22/10/2012

รับมืออาเซียน

Posted in: การปรับตัวกลยุทธ์ รับAEC 20 ตุลาคม 2555
ในขณะนี้ที่ในบ้านเรากระแสการตื่นตัวของการเปิดประชาคมอาเซียนสู่การเป็นชุมชนเศรษฐกิจอย่างแท้จริงในปี 2015 หรือที่เรียกว่า AECนั้น แต่ทว่าเรายังไม่ได้เห็นความเคลื่อนไหวของภาคธุรกิจที่จะก้าวออกไปสู้กับในอาเซียนอย่างชัดเจนนัก ถ้าไม่นับพวกธุรกิจรายใหญ่ที่มีเงินทุนระดับพันล้านหมื่นล้านอยู่แล้ว

ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างมาเลเซียเห็นได้ชัดว่าน่าจะเป็นประเทศที่มีความเคลื่อนไหวและกระตือรือร้นมากที่สุดในภูมิภาคก็ว่าได้ ที่เตรียมขยายการลงทุนออกสู่ภูมิภาคอาเซียน โดยใช้แบรนด์ของอาเซียนเป็นสัญลักษณ์อย่างชัดเจนบริษัทที่ชัดเจนมากที่สุดในเรื่องนี้ก็คือสายการบินแอร์เอเชียของนักธุรกิจชาวมาเลเซีย ที่ประกาศตัวเป็นสายการบินแห่งอาเซียนไปแล้ว เป็นการนำคำว่า”อาเซียน” มาใช้เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างรวดเร็วฉับไว นอกจากนั้น ก็ยังมีธนาคารซีไอเอ็มบีของมาเลเซียเช่นกัน ที่ประกาศตัวว่าเป็นธนาคารแห่งอาเซียนพยายามบุกไปทั่วตลาดอาเซียนมาได้ระยะหนึ่งแล้วเช่นกัน

ภาคธุรกิจของมาเลเซียที่พยายามบุกไปยังตลาดอาเซียนมากขึ้น ก็คือ ธนาคารมาลายาแบงก์หรือที่เรียกกันติดปากว่าเมย์แบงก์ ซึ่งแสดงเจตจำนงมาระยะหนึ่งแล้วว่าจะขยายการลงทุนมายังประเทศไทยมากขึ้น รวมไปถึงการขยายธุรกิจไปยังตลาดหลักๆอื่นๆของภูมิภาคอาเซียน ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเอกชนจากมาเลเซียที่กระตือรือร้นมาก สำหรับการเปิดเป็นชุมชนทางเศรษฐกิจร่วมกันของอาเซียนในปี 2015 นี้

ทั้ง 3 เอกชนที่ยกตัวอย่างนี้ เห็นได้ชัดว่าเริ่มมีการตระหนักและเริ่มพยายามสร้างแบรนด์ “อาเซียน” ของตัวเองขึ้นมาเป็นระยะๆเพราะว่าในอนาคตตลาดในภูมิภาคนี้จะไม่ได้จำกัดอยู่ในเฉพาะประเทศนั้นๆ แต่ต้องคิดใหม่ทำใหม่ จะผลิตจะขายอะไรก็ต้องคิดเผื่อไปทั้งภูมิภาคด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังปี 2015 ที่กระแสทุน สินค้า และแรงงานจะไหลข้ามพรมแดนไปหากันได้ง่ายมากขึ้นใน

อาเซียน สำหรับในประเทศไทย ถ้าไม่นับรวมนักลงทุนขนาดใหญ่แล้ว ก็ต้องบอกว่าความเคลื่อนไหวของนักลงทุนรายย่อยทั้งขนาดกลางและเล็กนั้น แทบจะยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรที่ชัดเจนนักต่อการรับมือกับการเปิดพรมแดนทางเศรษฐกิจของอาเซียนในครั้งนี้ จึงอยากให้รัฐบาลให้ความสนใจในเรื่องนี้มากขึ้น ถ้าเราไม่บุกออกไปอาเซียนบ้าง เราก็จะถูกเพื่อนบ้านบุกเข้ามาแต่ฝ่ายเดียว ในอนาคตหากไทยไม่พร้อม ภาคธุรกิจไทยไม่รู้จักค าว่าอาเซียน มีความเสี่ยงสูงที่ไทยจะเสียเปรียบเพื่อนบ้านอย่างยิ่ง



อ่านต่อ: http://www.thai-aec.com/596

ในขณะนี้ที่ในบ้านเรากระแสการตื่นตัวของการเปิดประชาคมอาเซียนสู่การเป็นชุมชนเศรษฐกิจอย่างแท้จริงในปี 2015 หรือที่เรียกว่า AECนั้น แต่ทว่าเรายังไม่ได้เห็นความเคลื่อนไหว

17/10/2012

SMES 60% ไม่พร้อมรับAEC กลุ่มเครื่องหนัง-ข้าว-เซรามิกอ่วม

Posted in: ผลกระทบอื่นที่จะเกิดกับไทย 17 ตุลาคม 2555
นายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจหัวข้อ “ผู้ส่งออกSMEsไทยปรับตัวอย่างไรภายใต้ AEC” ว่า จากกลุ่มตัวอย่าง 1,000 ราย มีผู้ประกอบการส่วนใหญ่ คิดเป็น 60.7% ยังไม่มีการปรับตัวเพื่อรับกับการก้าวเข้า สู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)ในปี 2558 ซึ่งธุรกิจที่ยังไม่มีการปรับตัวเลยคือ กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องหนัง อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ไม้ ข้าว เซรามิกและผลิตภัณฑ์จากยางพารา สำหรับสาเหตุที่ผู้ผลิต และผู้ส่งออกSMEsไทยยังไม่ได้ปรับตัว เพราะส่วนใหญ่ 42.4% ยังรอแนวทางและนโยบายช่วยเหลือที่ชัดเจนจากภาครัฐ รองลงมาเกือบ 30% มาจากการที่ยังไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับAECที่ชัดเจน และ18.5% ขาดเงินทุนในการปรับตัว โดยผู้ประกอบการSMEsต้องการให้ตั้งกองทุนSMEsเพื่อAECขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่า มีSMEsอีก 9.3% ที่มองว่าเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน

ขณะที่ผู้ประกอบการSMEsที่ปรับตัว เพื่อรับ การเปิดAECแล้วมีเพียง 7.3% เท่านั้น โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจสิ่งทอและเครื่องแต่งกาย กระดาษและ สิ่งพิมพ์ ผลิตภัณฑ์พลาสติก แก้วและอัญมณี ยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า

นอกจากนี้ ผลสำรวจSMEsที่เป็นผู้ผลิต และผู้ส่งออกไทย พบว่า 25.28% เห็นว่า ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องปรับตัว คือ การบริหารจัดการต้นทุนการผลิต ทั้งราคาพลังงาน วัตถุดิบ ระบบโลจิสติกส์ รองลงมา 21.70% ปรับตัวให้ราคาสินค้าแข่งขันได้ และ 13.31% ต้องปรับตัวด้านภาษา หากประเทศสมาชิกอาเซียนเลื่อนการรวมตัวเป็นAEC ออกไปอีก 1 ปี จาก ปี 2558 จริง จะถือเป็นผลดีกับทุกประเทศ เพราะจะทำให้แต่ละประเทศมีเวลาในการปรับตัวมากขึ้น โดยสิ่งที่SMEsไทยต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือ มากที่สุด คือ มาตรการส่งเสริมและช่วยเหลือที่ชัดเจน รวมทั้งหาช่องทางการตลาด รวมถึงการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับAEC ดูแลราคาพลังงานและราคาวัตถุดิบ ลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบและลดอัตรา ค่าจ้างแรงงาน

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

อ่านต่อ: http://www.thai-aec.com/578

ทำไมเราถึงต้องมี AEC ด้วย ?Posted in: บทความและบทวิเคราะห์AEC   05 ตุลาคม 2555สำหรับคำถามแรกที่หลายๆ คนอาจจะยังคงตั้งคำถ...
11/10/2012

ทำไมเราถึงต้องมี AEC ด้วย ?

Posted in: บทความและบทวิเคราะห์AEC 05 ตุลาคม 2555
สำหรับคำถามแรกที่หลายๆ คนอาจจะยังคงตั้งคำถามว่า ทำไมจะต้องศึกษาเรื่องอาเซียน ทำไมจะต้องเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ประชาคมอาเซียนสำคัญอย่างไร อาเซียนถือได้ว่าเป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีความสำคัญที่สุดต่อไทยในทุกๆ ด้าน ในด้านเศรษฐกิจ ตัวเลขชัดเจน ไทยค้าขายกับประเทศอาเซียนมากที่สุด ขณะนี้อาเซียนเป็นประเทศคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย การลงทุนกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่า ขณะนี้ต่างชาติที่มาลงทุนในไทยมากที่สุด คือ ยุโรปและญี่ปุ่น แต่ประเทศในอาเซียนก็มาลงทุนในไทยมากขึ้นเรื่อยๆประเทศไทยก็ไปลงทุนในอาเซียนมากขึ้นในด้านการเมืองความมั่นคง อาเซียนเกิดขึ้นมาได้ เนื่องจากเหตุผลทางด้านการเมืองความมั่นคง เมื่อ45 ปีมาแล้วตอนที่ไทยริเริ่มตั้งอาเซียน เหตุผลสำคัญคือ เรื่องการเมืองความมั่นคงในตอนนั้นเป็นยุคสงครามเย็น คอมมิวนิสต์ คือ ภัยคุกคามหลัก เพราะฉะนั้น เราได้ประโยชน์มากในการตั้งอาเซียนขึ้นมา คือ เรามีพวก มีพันธมิตรในการต่อสู้กับภัยคุกคามคอมมิวนิสต์

ในปี 1978 เกิดปัญหาใหญ่ในภูมิภาค คือ เวียดนามบุกยึดกัมพูชา ไทยจึงใช้อาเซียนในการสร้างแนวร่วมประสานท่าทีในการที่จะไปล็อบบี้ UN สหรัฐ และประเทศมหาอำนาจ ซึ่งในที่สุดก็ทำสำเร็จ ผลักดันให้เวียดนามถอนทหารออกจากกัมพูชาในปี 1989

สัจธรรมที่สำคัญในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือ “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” ประเทศเล็กเสียเปรียบ ประเทศใหญ่ได้เปรียบ จะเห็นได้ว่า มหาอำนาจ คือ ประเทศใหญ่ๆ ทั้งนั้น คือ สหรัฐ จีน รัสเซีย อินเดีย ถามว่าประเทศเล็กจะอยู่รอดได้อย่างไร ในการเมืองโลก ในเศรษฐกิจโลก ประเทศเล็กจะอยู่รอดได้ คือ ต้องรวมตัวกัน ถือเป็นเหตุผลหลักว่า ทำไมยุโรปซึ่งมีแต่ประเทศเล็กๆ จึงรวมตัวกันเป็นสหภาพยุโรป และนี่ก็คือเหตุผลว่า ทำไมประเทศเล็กๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงต้องมารวมตัวกันเป็นอาเซียน เพราะว่า เมื่อ”รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย” เมื่อรวมตัวกันแล้ว อำนาจการต่อรองบนเวทีระหว่างประเทศจะมีมากขึ้นสำหรับอาเซียน สำหรับไทยก็ได้ประโยชน์มาก แทนที่เราจะอยู่ตัวคนเดียว เราก็มีอาเซียนเป็นพวก เป็นแนวร่วม อำนาจการต่อรองของไทยก็เพิ่มขึ้นมาก

อีกเรื่องหนึ่งคือ การผงาดขึ้นมาของจีน (the rise of China) และการผงาดขึ้นมาของอินเดีย (the rise of India) แต่อาจจะลืมไปว่า ยังมีการผงาดขึ้นมาของอาเซียน (the rise of ASEAN) ด้วย โดยอาจจะมองข้ามตัวเราเองไป เรามองแต่มหาอำนาจใหญ่ๆ เมื่ออาเซียนรวมตัวกันจะมีประชากรประมาณ 600 ล้านคน GDP รวมกันประมาณ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหาก 10 ประเทศรวมตัวกันเหนียวแน่น ก็ไม่เบา เพราะฉะนั้น การผงาดขึ้นมาของอาเซียน กำลังเป็นตัวแปรสำคัญในระบบเศรษฐกิจและระบบการเมืองโลก การผงาดขึ้นมาของอาเซียนนั้น เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการผงาดขึ้นมาของจีนและอินเดีย อาเซียนจึงมีความสำคัญมาก

ในปัจจุบัน อาเซียนนับว่ามีความสำคัญต่อไทยเป็นอย่างมาก ขณะนี้อาเซียนเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย ประมาณ 60- 70% ของ GDP ไทย มาจากการส่งออก ดังนั้น เศรษฐกิจไทยจึงเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจของอาเซียนเป็นอย่างมากหากอาเซียนเป็นประเทศ อาเซียนจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก โดยมี GDP รวมกันสูงถึงกว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียหรือ ADB ได้ทำการศึกษาถึงแนวโน้มเศรษฐกิจของอาเซียนในปี 2030 พบว่า ในปีดังกล่าว GDP ของอาเซียนจะขยายเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว คือจะมี GDP อยู่ประมาณ 7-8 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งจะทำให้อาเซียนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ดังนั้น จากแนวโน้มดังกล่าวจะเห็นได้ว่า อาเซียนกำลังจะผงาดขึ้นมาเป็นขั้วเศรษฐกิจโลก เป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกในอนาคต ซึ่งไทยจะได้ประโยชน์อย่างมากจากการเป็นสมาชิกของอาเซียน

นอกจากนี้ อาเซียนก็กำลังเป็นสถาบันหลักในภูมิภาค เป็นเวทีพหุภาคีทางการทูตที่สำคัญที่สุดในภูมิภาค หากดูภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียแปซิฟิก จะเห็นได้ว่า องค์กรหรือสถาบันที่สำคัญที่สุดคือ อาเซียน บางคนอาจบอกว่า เอเปก แต่เอเปกไม่มีทางสู้อาเซียนได้ เนื่องจากเอเปกก่อตั้งมาเป็นเวลา20 ปี แต่ก็ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน อาเซียนกำลังจะกลายเป็นแกนกลางของสถาปัตยกรรมในภูมิภาค อาเซียนจะเป็นแกนหลักของสถาบัน ระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค ปัจจุบันใครๆ ก็มาตีสนิทกับอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย ยุโรป และสหรัฐ ดังนั้น อาเซียนกำลังมีความสำคัญมาก นี่คือความสำคัญของอาเซียนที่ไทยจะมองข้ามไม่ได้ การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน ก็ยิ่งจะทำให้อาเซียนมีความสำคัญมากขึ้นไปอีก

ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก ไทยจะเสียเปรียบเป็นอย่างมาก หากเราอยู่เพียงตัวคนเดียว ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยจะต้องรวมกลุ่มกับประเทศอื่นๆในภูมิภาค เพื่อสร้างอำนาจการต่อรอง และนี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ไทยจะต้องให้ความสำคัญกับอาเซียน และต้องให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน

อาเซียนมีประวัติศาสตร์มายาวนานถึง 45 ปี มีทั้งยุครุ่งเรือง ยุคทอง ยุคตกต่ำ (ยุควิกฤติเศรษฐกิจ) ผ่านมาหมดแล้ว ยุควิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติต้มยำกุ้ง ซึ่งเกิดขึ้นในปี 1997 อาเซียนก็ตกต่ำมาก ดังนั้น หลังวิกฤติเศรษฐกิจ อาเซียนจึงหันกลับมามองว่า เราต้องกลับมาเดินหน้ากันต่อ จึงเป็นที่มาที่ได้มีการผลักดันให้มีการบูรณาการกันมากขึ้น ในปี 2002 สิงคโปร์ได้เสนอเรื่องการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนขึ้นและในปี 2003 มีการต่อยอดออกไป ในการประชุมสุดยอดที่บาหลี อินโดนีเซีย ก็ได้ตกลงกันว่า จะมีการจัดตั้งประชาคมอาเซียนขึ้น ซึ่งในตอนแรกตกลงกันว่า ภายในปี 2020 แต่ต่อมาก็ร่นมาเป็นปี 2015

ประชาคมอาเซียนมี 3 ประชาคมย่อย

ประชาคมย่อยที่ 1 คือ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ซึ่งจะให้ความสำคัญในเรื่องความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง การพัฒนาทางการเมือง ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน การสร้างกลไก ป้องกัน และแก้ไขความขัดแย้ง หัวใจของประชาคมการเมืองและความมั่นคง คือ กลไกการแก้ไขความขัดแย้ง แต่เราอาจจะคิดอยู่ในใจว่า อาเซียนมีกลไกแก้ไขความขัดแย้งที่มีประสิทธิภาพแล้วหรือยัง ดูจากกรณีไทย-กัมพูชา จะเห็นได้ว่า อาเซียนยังไม่มีกลไกแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่มีประสิทธิภาพ

ประชาคมย่อยที่ 2 คือ ประชาคมเศรษฐกิจ ประชาคมเศรษฐกิจให้ความสำคัญในเรื่องการทำให้เป็นตลาดเดียวและฐานการผลิตเดียว การเปิดเสรีด้านการค้าสินค้า เปิดเสรีด้านการค้าภาคบริการ เปิดเสรีการลงทุน การเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีมากขึ้น และการเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมือจะเห็นได้ว่า การเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายเงินทุนไม่ใช้คำว่า free แต่ใช้คำว่า freer หมายความว่า ยังเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายเงินทุนได้ไม่ 100% ส่วนที่สองที่เรายังเปิดเสรีไม่ได้ คือ เรื่องแรงงานจึงจำกัดอยู่เฉพาะการเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมือเท่านั้น แรงงานไร้ฝีมือยังเปิดไม่ได้

ส่วนประชาคมย่อยที่ 3 ของประชาคมอาเซียน คือ ประชาคมสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งเกี่ยวกับความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรมของอาเซียน ในอดีต ไทยอาจจะต้องทำคนเดียวในเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อาจจะต้องทำคนเดียวในเรื่องการให้สวัสดิการสังคม แต่ต่อไป ในเมื่อเราจะเป็นประชาคม 10 ประเทศ จะต้องมาร่วมมือกันในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ร่วมมือในการให้สวัสดิการสังคม ร่วมมือกันในเรื่องของการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและร่วมมือกันในการสร้างอัตลักษณ์ร่วมของอาเซียน อัตลักษณ์ร่วมมีความสำคัญมาก เพราะถ้าจะเป็นประชาคมก็จะต้องมีอัตลักษณ์ร่วมกัน ต้องมีความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน ทำอย่างไร ประชากร 600 ล้านคน จะรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน ซึ่งจะต้องสร้างอัตลักษณ์ขึ้นมา หรืออาจจะต้องค้นหาอัตลักษณ์ร่วม ที่เราอาจจะมีอยู่แล้ว

ที่มา : โดยรศ.ประภัสสร์ เทพชาตรี (ไทยโพสต์)




อ่านต่อ: http://www.thai-aec.com/545

สำหรับคำถามแรกที่หลายๆ คนอาจจะยังคงตั้งคำถามว่า ทำไมจะต้องศึกษาเรื่องอาเซียน ทำไมจะต้องเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ประชาคมอาเซียนสำคัญอย่างไร อาเซียนถือได้ว่าเป

ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66894224992

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ DAC (shipping) Co.,Ltd.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง DAC (shipping) Co.,Ltd.:

แชร์