01/03/2026
ทำไมเกาะโลซินขนาดเล็กถึงมีความสำคัญอย่างมหาศาลต่ออธิปไตยทางทะเลไทย
📍เกาะโลซินแม้จะมีพื้นที่ขนาดเล็กเพียงประมาณ 1,100 ตารางเมตร แต่มีความสำคัญอย่างมหาศาลต่ออธิปไตยทางทะเลและผลประโยชน์ของประเทศไทยด้วยเหตุผลหลักดังต่อไปนี้
1. เป็นจุดอ้างอิงในการขยายอาณาเขตทางทะเล ประเทศไทยได้ใช้เกาะโลซินเป็น เส้นฐานและจุดอ้างอิงสำคัญในการกำหนดเขตไหล่ทวีป ตามอนุสัญญากรุงเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1958 การลากเส้นฐานใหม่โดยอ้างอิงจากเกาะโลซินทำให้ไทยสามารถขยายอาณาเขตทางทะเลและเขตเศรษฐกิจจำเพาะออกไปได้กว้างขึ้นอย่างมาก
2.การรักษาสิทธิในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล การใช้เกาะโลซินเป็นจุดอ้างอิง ทำให้เกิดการเหลื่อมทับกันของพื้นที่ทางทะเลกับประเทศมาเลเซียในบริเวณฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 7,250 ตร.ม. ซึ่งการมีอยู่ของเกาะโลซินทำให้ไทยมีสิทธิโดยชอบธรรมในการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่บริเวณนี้
3.ความมั่นคงด้านพลังงานและทรัพยากรมหาศาล พื้นที่ทับซ้อนดังกล่าวได้นำไปสู่การทำบันทึกความเข้าใจ (MoU 1979) และจัดตั้งเป็น พื้นที่พัฒนาร่วม (Joint Development Area: JDA) ระหว่างไทยและมาเลเซีย เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเท่าเทียม พื้นที่นี้เปรียบเสมือน "ขุมทรัพย์แสนล้าน" โดยมีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่สามารถพัฒนาได้อีกไม่น้อยกว่า 5.4 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งจะช่วยค้ำจุนความมั่นคงด้านพลังงานของไทยไปได้อีกไม่น้อยกว่า 20 ปี
4.การแสดงสิทธิและปกป้องอธิปไตยโดยกองทัพเรือ กองทัพเรือไทยได้เข้าไปจัดสร้างกระโจมไฟบนเกาะตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 เพื่อประโยชน์ในการเดินเรือ และยังคงปฏิบัติงานในพื้นที่เกาะโลซินและพื้นที่ JDA อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงการปกป้องอธิปไตยและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
🔷สรุปประวัติการเจรจาพื้นที่ JDA
ประวัติการเจรจาพื้นที่พัฒนาร่วม (Joint Development Area: JDA) ระหว่างไทยและมาเลเซีย มีลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้
1.จุดเริ่มต้นของพื้นที่ทับซ้อน ภายใต้อนุสัญญากรุงเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1958 (พ.ศ. 2501) ประเทศต่างๆ สามารถประกาศอาณาเขตทางทะเลของตนได้ การประกาศนี้ส่งผลให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างประเทศไทยและมาเลเซียในบริเวณฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง
2.การเจรจาระยะแรก (พ.ศ. 2515) เมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2515 ทั้งสองประเทศสามารถตกลงกำหนดเขตทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่องบริเวณปากแม่น้ำสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ได้สำเร็จ
3.ปัญหาพื้นที่เหลื่อมทับเขตไหล่ทวีป สำหรับพื้นที่ที่อยู่ถัดออกไป ทั้งสองประเทศยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ในขณะนั้น เนื่องจากมีการอ้างสิทธิเขตไหล่ทวีปทับซ้อนกันคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 7,250 ตารางเมตร โดยฝ่ายไทยได้ใช้ "เกาะโลซิน" เป็นเส้นฐานและจุดอ้างอิงในการกำหนดเขตไหล่ทวีปเข้าสู้ในการเจรจา
4.การบรรลุข้อตกลง (MoU 1979) ในที่สุดความขัดแย้งก็คลี่คลายเมื่อทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลงและลงนามใน บันทึกความเข้าใจระหว่างราชอาณาจักรไทยและมาเลเซีย (MoU 1979) เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2522 ที่ จ.เชียงใหม่ และมีการแลกเปลี่ยนสัตยาบันสารกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2522
5.การเกิดพื้นที่ JDA และองค์กรร่วม MoU 1979 ได้นำไปสู่การจัดตั้ง องค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJA) และเปลี่ยนพื้นที่ที่มีการอ้างสิทธิเหลื่อมทับกันให้กลายเป็น "พื้นที่พัฒนาร่วม (JDA)" เพื่อนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์และแบ่งปันกันอย่างเท่าเทียม
6.สถานะปัจจุบันและทิศทางในอนาคต เดิมที MoU 1979 มีกำหนดอายุ 50 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2572 แต่ในปัจจุบัน รัฐบาลมาเลเซียได้ยืนยันแล้วว่าข้อตกลงดังกล่าวจะยังมีผลบังคับใช้ต่อไปแม้จะครบกำหนดเวลาแล้วก็ตาม เพื่อสานต่อความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงานร่วมกัน
🔷จะเกิดอะไรขึ้นกับข้อตกลงพื้นที่ทับซ้อนเมื่อครบกำหนดระยะเวลา 50 ปี
เมื่อบันทึกความเข้าใจ (MoU 1979) ว่าด้วยพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA) ไทย-มาเลเซีย ครบกำหนดอายุ 50 ปี ในวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2572 (ค.ศ. 2029) จะมีเงื่อนไขและทิศทางที่ชัดเจนตามที่ได้ตกลงกันไว้ ดังนี้
1.เงื่อนไขที่ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงเดิม บันทึกความเข้าใจได้ระบุเงื่อนไขไว้ว่า หากครบ 50 ปีแล้วทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถหาข้อยุติเรื่องแนวเขตไหล่ทวีปได้ ให้ใช้ข้อตกลง JDA ที่มีอยู่ต่อไป แต่ในทางกลับกัน หากสามารถหาข้อยุติเรื่องพรมแดนได้สำเร็จ ก็ให้ยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว และทรัพย์สินที่เกิดจากโครงการร่วมกันให้แบ่งกันคนละครึ่ง หรือจัดทำข้อตกลงกันใหม่
2.มติและท่าทีของรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศในปัจจุบัน ด้วยบริบทที่ทั้งสองประเทศประเมินแล้วว่าอาจจะยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องเขตแดนได้ในเร็วๆ นี้ รัฐบาลทั้งสองฝ่ายจึงได้หารือและให้การรับรองเงื่อนไขการต่ออายุแล้ว โดย คณะรัฐมนตรีของไทยได้มีมติเมื่อวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2560 อนุมัติให้คำรับรองการมีผลบังคับใช้ต่อไปของ MoU 1979 และทางรัฐบาลมาเลเซียก็ยืนยันที่จะให้ข้อตกลงนี้มีผลบังคับใช้ต่อไปหลังสิ้นสุดระยะเวลา 50 ปีเช่นกัน ซึ่งหมายความว่าข้อตกลงฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ต่อไปเรื่อยๆ แบบไม่มีวันหมดอายุ ตราบใดที่ยังตกลงเรื่องเขตแดนกันไม่ได้
3.การขยายอายุสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ล่วงหน้า เพื่อสร้างความมั่นคงและต่อยอดการลงทุน ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565 รัฐบาลไทยและมาเลเซียได้อนุมัติให้ ขยายอายุสัญญาแบ่งปันผลผลิตในพื้นที่ JDA ออกไปอีก 10 ปี ซึ่งจะไปสิ้นสุดในปี พ.ศ. 2582 การขยายสัญญานี้จะช่วยให้ได้ปริมาณก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 30 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และเปิดโอกาสให้สามารถสำรวจพื้นที่โดยรอบเพิ่มเติมได้อีกด้วย
⚓️บทบาทของกองทัพเรือในการดูแลเกาะโลซินและพื้นที่ JDA
กองทัพเรือมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวดในการดูแลเกาะโลซินและพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA) ทั้งในมิติของการรักษาความมั่นคง การยืนยันสิทธิอธิปไตย และการปกป้องสิ่งแวดล้อมทางทะเล โดยมีบทบาทหลักดังนี้
1.การแสดงสิทธิอธิปไตยและการครอบครองอย่างมีประสิทธิผล (Effective Occupation) กองทัพเรือได้เข้าไปจัดสร้างกระโจมไฟ (ประภาคาร) คอนกรีตสีขาวสูง 13 เมตร บนกองหินโลซินเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2518 เพื่ออำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยในการเดินเรือแก่นักเดินเรือและชาวประมง การสร้างและซ่อมบำรุงกระโจมไฟอย่างต่อเนื่องนี้ เป็นการแสดงออกถึงการครอบครองและบริหารจัดการพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญทางกฎหมายที่ช่วยยืนยันสิทธิของไทยในการอ้างพรมแดน นอกจากนี้ กองทัพเรือยังได้มีความพยายามในการนำต้นไม้ไปปลูกบนเกาะ เพื่อสนับสนุนลักษณะทางกายภาพให้เข้าข่ายการรักษาสถานะความเป็น "เกาะ" ตามกฎหมายระหว่างประเทศอีกด้วย
2.การปกป้องผลประโยชน์ของชาติในพื้นที่ JDA กองทัพเรือมีหน้าที่และภารกิจโดยตรงในการปกป้องอธิปไตยทางทะเล โดยยังคงจัดกำลังปฏิบัติงานและลาดตระเวนในบริเวณพื้นที่เกาะโลซินและพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA) อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและดูแลความปลอดภัยให้กับพื้นที่แหล่งก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นความมั่นคงทางพลังงาน โดยยึดหลักการเคารพสิทธิภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
3.การดูแลและปกป้องระบบนิเวศทางทะเล กองทัพเรือมีบทบาทร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในการช่วยฟื้นฟูและปกป้องความอุดมสมบูรณ์ของแนวปะการังรอบเกาะ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือในกลางปี พ.ศ. 2564 เมื่อมีซากอวนประมงยักษ์ขนาดใหญ่ยาวกว่า 200 เมตร น้ำหนักกว่า 800 กิโลกรัม เข้าไปติดและทำลายแนวปะการัง ทัพเรือภาคที่ 2 ได้ให้การสนับสนุนเรือหลวงราวี เรือ ต 991 พร้อมส่งทีมนักดำน้ำระดับมาสเตอร์เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจเก็บกู้ซากอวนร่วมกับนักดำน้ำอาสาและกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) จนสามารถรักษาแนวปะการังไว้ได้ (อ้างอิงข่าวไทยรัฐ https://www.thairath.co.th/news/local/south/2121256)
4.แผนการพัฒนาระบบเฝ้าระวังในอนาคต ในอนาคต คาดว่ากองทัพเรือจะยกระดับขีดความสามารถในการเฝ้าระวังพื้นที่รอบเกาะโลซินมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันการทำประมงผิดกฎหมาย โดยอาจมีการนำเทคโนโลยีมาบูรณาการร่วมกับกระโจมไฟเดิม เช่น การติดตั้งระบบรับสัญญาณระบุตัวตนเรืออัตโนมัติ (AIS) และกล้องวงจรปิดทางไกล เพื่อให้สามารถตรวจสอบการจราจรทางทะเลได้แบบเรียลไทม์จากศูนย์บัญชาการบนฝั่ง ซึ่งจะช่วยตอกย้ำการดูแลพื้นที่ของไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
#เกาะโลซิน
#ปัตตานี