Sea & Aero Logistics Co.,Ltd.

Sea & Aero Logistics Co.,Ltd. Freight Forwarder and Logistics Provider Our key staffs have been working in freight forwarding business field more than 15 years.

Sea & Aero Logistics Co., Ltd is an international freight forwarding company, which was established in the middle of year 2004. We have also been accredited to be one of member of TIFFA (Thai International Freight Forwarder Association)

Nowadays, we are in high-class of expert in freight forwarder business. We offer ocean, land and air transportation to suit customer needs, It is not only deliver

the most adequate competitive service for customer but also quickly and affordably move by one place to another. Moreover, we pursue higher operating efficiency by personnel development and also greatly aware of any mistake from human-error which take part as an important point of view from most customers. In future, we will continue to grow by focusing on specific client needs to ensure the achievement of the stability toward sustainable growth of our business and society.

20/03/2026

เหยียบสัปดาห์ที่ 3 เข้าแล้วกับสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงถูกปิดตายในทางปฏิบัติ ภาวะ "ตู้สินค้าขาดแคลน" (Container Shortage) จึงกลายเป็นอีกหนึ่งภัยเงียบที่เริ่มถูกหยิบยกมาพูดถึงกันมากขึ้นในช่วงหลัง
คำถามสำคัญในตอนนี้คือ นอกเหนือจากตลาดตะวันออกกลางที่เผชิญวิกฤตไปแล้ว เส้นทางอื่นๆ จะเกิดผลกระทบตามมาจนตู้สินค้าขาดแคลนตามไปด้วยหรือไม่? ในเมื่อยังมีเรือและตู้สินค้าจำนวนมากตกค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย และไม่สามารถหมุนเวียนกลับเข้าสู่ตลาดโลกได้
โดยเฉพาะเมื่อเราเคยต้องเผชิญกับบทเรียนราคาแพงที่ยังคงตามหลอกหลอนอยู่หลายครั้งนับตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Link ใน Comment


# #ส่งออก #การส่งออก #สถานการณ์ส่งออก #ค่าระวาง #ส่งออก #โลจิสติกส์ #งานโลจิสติกส์ #นำเข้าส่งออก #ทะเลแดง #ราคาทอง

24/02/2026

เปลี่ยนจาก "ทำเองหมด"
เป็น "ทำแต่งานสำคัญ"
8 เทคนิคการมอบหมายงาน ของ Manager
"ทำเองมันเร็วกว่า" "เดี๋ยวงานเสร็จไม่ทันเวลา" "กลัวคนอื่นทำไม่ได้อย่างที่ต้องการ" คุณเคยคิดแบบนี้ไหม? ถ้าใช่ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังจมอยู่กับการทำงานเองทุกอย่าง ไม่รู้จักการมอบหมายงาน
หลายคนมักจะพบว่าตัวเองเป็นคอขวดของทีม ทำงานหนักเกินไป แต่ยังไม่สามารถปล่อยวางและมอบหมายงานให้คนอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความกลัวความล้มเหลว ความสมบูรณ์แบบ และปัญหาการควบคุม ทำให้หลายคนติดอยู่ในวงจรของการทำทุกอย่างด้วยตัวเอง
Dave Kerpen ผู้เขียนหนังสือ "Get Over Yourself: How to Lead and Delegate Effectively for More Time, More Freedom, and More Success" เชื่อว่าการมอบหมายงานไม่ใช่แค่การโยนงานให้คนอื่น แต่เป็นการรักษาความเคลื่อนไหวของงาน พัฒนาทีม และมุ่งเน้นไปที่สิ่งสำคัญที่สุด
Emily Morgan ผู้ก่อตั้ง Delegate Solutions และผู้เขียน "Let It Go!: How to (Finally) Master Delegation & Scale Freedom Across Your Organization" แนะนำให้มองการมอบหมายงานเป็น "ระบบจัดการพลังงานส่วนบุคคล" เธอกล่าวว่า "พลังงานของคุณคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุด และเมื่อคุณมอบหมายงาน คุณกำลังเปลี่ยนทิศทางพลังงานไปสู่การมีส่วนร่วมที่มีผลกระทบมากที่สุด"
เมื่อคุณเริ่มมองว่าการมอบหมายงานคือการลงทุนในอนาคตของคุณและทีม ไม่ใช่การสูญเสียการควบคุม คุณจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง นี่คือ 8 ขั้นตอนในการมอบหมายงานอย่างมีประสิทธิภาพ
1. รู้จักนิสัยที่ทำร้ายตัวเอง
ก่อนปล่อยวาง ต้องเข้าใจว่าอะไรกำลังขวางทาง
Morgan แนะนำให้เริ่มต้นด้วยการระบุรูปแบบพฤติกรรมที่ทำให้คุณกลายเป็นคอขวด คุณเป็นพวกแยกตัว ที่พยายามทำทุกอย่างคนเดียวหรือไม่? เป็นฮีโร่ ที่ชอบเข้าไปช่วยแก้ปัญหาเสมอ? เป็นคนช่างฝัน ที่โยนไอเดียไปเรื่อย ๆ ในขณะที่ทีมพยายามตามให้ทัน? หรือเป็นผู้แทรกแซง ซึ่งเป็นคำที่ไพเราะกว่าสำหรับคนที่ชอบจู้จี้และต้องการมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน?
เมื่อคุณรู้ตัวแล้ว ถามตัวเองว่า อะไรคือสาเหตุที่แท้จริง? ไม่เพียงแต่สำหรับคุณ แต่สำหรับทีมและงานด้วย หยุดความคิดที่ว่า "ฉันไม่เก่งในการมอบหมายงาน" หรือ "ฉันเคยลองมาแล้วและมันไม่ได้ผล" เพราะความคิดเหล่านี้สร้างลูปการทำงาน ที่ไม่รู้จบ
2. กำหนดงานที่สามารถมอบหมายได้ (ซึ่งมีเยอะมาก)
ให้ปล่อยวางทุกอย่าง ยกเว้นงานสามอย่างนี้
ตามที่ Kerpen กล่าว มีเพียงสามสิ่งที่ผู้จัดการไม่สามารถมอบหมายได้
๐ กลยุทธ์และวิสัยทัศน์ซึ่งเขาเรียกว่า "งานหัว นั่นคือเหตุผลที่คุณเป็นผู้นำ"
๐ การตัดสินใจจ้างงาน
๐​ และการให้มั่นใจว่ามีทรัพยากรและงบประมาณเพียงพอที่จะทำงานให้สำเร็จ ทุกอย่างนอกเหนือจากนี้ ให้กระจายงานออกไปได้เลย
แม้ว่าจะง่ายกว่าที่จะมอบหมายงานที่คุณไม่ชอบ แต่มันยากกว่าที่จะมอบหมายงานที่คุณทำได้ดีและสนุกกับมัน Morgan กล่าว "พวกมันเป็นสิ่งที่ยากที่สุดที่จะปล่อยวางเพราะพวกมันใช้เวลาของคุณมากและทำให้คุณรู้สึกสำคัญและเป็นที่ต้องการ" แต่การกักตุนงานเหล่านี้ทำให้สมาชิกในทีมของคุณขาดโอกาสในการเรียนรู้ เธอกล่าว "คิดว่าการมอบหมายงานเป็นวิธีให้พวกเขาพัฒนาทักษะ"
3. เริ่มต้นเล็ก ๆ สร้างชัยชนะเล็ก ๆ ก่อน
แล้วค่อยขยับขึ้นงานใหญ่
Morgan แนะนำให้เริ่มต้นด้วยงานที่ทำได้ง่าย เช่น งานที่ต้องใช้ความพยายามน้อย และสามารถทำให้เสร็จได้อย่างรวดเร็ว "การมีชัยชนะเล็ก ๆ ภายใต้กรอบของคุณ จะสร้างแรงผลักดันเชิงบวก" มุ่งเน้นไปที่งานประจำที่มีขั้นตอนชัดเจนที่คนอื่นสามารถทำซ้ำได้ เช่น รายงานประจำสัปดาห์หรือบันทึกการอัปเดต "จับพวกมันเข้าสู่กระบวนการและให้อำนาจทีมของคุณ" เธอกล่าว
4. หาคนที่เหมาะกับงาน คิดอย่างกว้างๆ
ไม่จำกัดอยู่แค่ทีมเดิม ๆ
Morgan แนะนำให้คิดอย่างกว้าง เพื่อหาคนที่จะมอบหมายงาน เริ่มต้นด้วยการถามว่า ใครคือผู้นำที่กำลังเติบโตในทีมของคุณ? ใครมีความสนใจ เวลา และความสามารถสำหรับงานนี้? ใครต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่? และ คุณไว้วางใจใคร?
เริ่มต้นด้วยสมาชิกในทีมที่เชื่อถือได้ซึ่งมักจะทำงานทันกำหนดเวลาและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ Kerpen ยังเพิ่มเติมว่า คุณไม่จำเป็นต้องจำกัดตัวเองอยู่แค่ภายในทีมหรือองค์กรของคุณ ลองมองไปที่เอเจนซี่ พนักงานพาร์ทไทม์, ฟรีแลนซ์ หรือแม้แต่ AI "คิดอย่างสร้างสรรค์และอย่าให้อุปสรรคที่คุณรับรู้มาขัดขวางคุณ"
5. มีทิศทาง แต่ให้อิสระ
อธิบายความคาดหวัง แต่ไม่จำเป็นต้องควบคุมทุกขั้นตอน
Morgan แนะนำให้พูดตรง ๆ เกี่ยวกับความคาดหวังของคุณและให้ทิศทาง แต่อย่าทำมากเกินไป อธิบายงานที่มอบหมาย กำหนดเส้นตาย และให้การคาดการณ์เวลาอย่างคร่าว ๆ "สิ่งต่าง ๆ อาจเดินหน้าไปผิดทางเมื่อมีคนใช้เวลาทั้งสัปดาห์ไปกับบางสิ่งที่คุณคิดว่าจะใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง" แบ่งปันวิสัยทัศน์ของคุณสำหรับผลงานสุดท้ายและสื่อสารอย่างชัดเจน ทั้งด้วยวาจาและเป็นลายลักษณ์อักษร
ตามที่ Kerpen เล่า "มอบหมายผลลัพธ์ ไม่ใช่งาน" และให้อิสระแก่ทีมของคุณในการค้นหาวิธีที่จะไปถึงเป้าหมาย "มันเป็นความหยิ่งที่จะคิดว่าคุณรู้วิธีที่ดีที่สุดที่จะทำมันให้สำเร็จ" เขากล่าว "ถ้าพวกเขาซื้อในผลลัพธ์ที่ต้องการ พวกเขาจะหาวิธีที่จะบรรลุมัน"
6. ติดตาม แต่ไม่ต้องจู้จี้
อย่ากลายเป็นหัวหน้าที่ชอบตรวจทุกความเคลื่อนไหว
จังหวะของการติดตามขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของโครงการและงาน บางโครงการต้องการการติดต่อรายวัน ในขณะที่อื่น ๆ ต้องการเพียงการทบทวนรายสัปดาห์
Kerpen แนะนำให้มุ่งเน้นไปที่คำถามสำคัญสองข้อ คือ "สิ่งต่าง ๆ เป็นอย่างไรบ้าง? และอะไรคืออุปสรรคของคุณ?" วิธีนี้ทำให้การสนทนามุ่งเน้นที่การแก้ปัญหา แทนที่จะเป็น "การอัปเดตเพื่อการอัปเดต"
หลีกเลี่ยงข้อความทาง Line ที่ส่งตลอดเวลาและการรบกวนที่ไม่จำเป็น "อย่าเป็นเหมือนคนที่เฝ้าดูทุกการเคลื่อนไหวในรูปแบบดิจิทัล" เขาเตือน สำหรับคนที่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง Morgan แนะนำให้หาวิธีติดตามโดยไม่รบกวนการทำงานของทีม แพลตฟอร์มจัดการงาน เช่น สามารถช่วยให้คุณติดตามผลงานโดยไม่ก้าวก่าย "ด้วยวิธีนี้ คุณสามารถผ่อนคลายเพราะคุณรู้ว่าทุกอย่างอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง"
7. แนะนำ รับฟัง และขอความคิดเห็น
เป็นทั้งโค้ชและผู้สนับสนุน ไม่ใช่ผู้ตรวจสอบ
คิดว่าตัวเองเป็นทั้งโค้ชและกองเชียร์ Kerpen กล่าว "งานของโค้ชคือการดึงศักยภาพสูงสุดจากคนของพวกเขา" เขาอธิบาย คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นเพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างถูกทำอย่างสมบูรณ์แบบหรือทำตามที่คุณต้องการทุกประการ บทบาทของคุณคือการสร้างแรงบันดาลใจและแนะนำ
เสนอประสบการณ์ของคุณและให้บริบท "ช่วยทีมของคุณเห็นว่างานของพวกเขาเข้ากับภาพรวมอย่างไร" Morgan บอก "ทำไมมันถึงสำคัญ?" สนับสนุนให้ทีมของคุณถามคำถามและให้ข้อเสนอแนะแก่คุณด้วย หากไม่มีการสื่อสารที่เปิดกว้างและต่อเนื่อง "การมอบหมายงานอาจเสียหาย"
8. ความก้าวหน้า ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ
ยอมรับว่า 80% จากคนอื่นยังดีกว่า 100% ที่คุณทำคนเดียว
การมอบหมายงานที่มีประสิทธิภาพคือ "การให้อำนาจทีมของคุณ การโค้ชพวกเขาสู่ความสำเร็จ และการให้เครื่องมือที่พวกเขาต้องการเพื่อประสบความสำเร็จในขณะที่สนับสนุนพวกเขาตลอดทาง" Kerpen กล่าว ส่วนที่ดีที่สุดคือคุณจะมีเวลา พลังงาน และพื้นที่มากขึ้นเพื่อมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่สำคัญสำหรับคุณ ทั้งในที่ทำงานและในชีวิตส่วนตัว
แต่ความจริงก็คือ การมอบหมายงานไม่ใช่ยาวิเศษ ยังมีงานที่ต้องทำ "การคำนวณเรื่องนี้ในสมองและปฏิทินของคุณเป็นสิ่งสำคัญ" Morgan กล่าว "แม้ว่าจะมีคนทำงานได้ดี 80% เท่าที่คุณจะทำ หรือทำได้เพียงบางส่วน นั่นก็ถือว่าชนะแล้ว" ท้ายที่สุด "เราไม่ได้มุ่งไปที่ความสมบูรณ์แบบ เรามุ่งไปที่ความก้าวหน้า และการมอบหมายงานคือเครื่องมือที่จะไปถึงที่นั่น"
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
———
100WEALTH l ไปให้ถึง100ล้าน


#ไปให้ถึง100ล้าน
อ้างอิง
https://bit .ly/41HFARa

26/10/2025
13/08/2025

เหตุใด INCOTERMS จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องรู้ ???
หนึ่งคำถาม ที่ผู้ประกอบการป้ายแดง รวมถึง บรรดาน้องใหม่ ที่ลงสนามจริงในวงการนำเข้า-ส่งออก มีอยู่ในใจเสมอ และเป็นคำถามยอดนิยม ที่แอดมินและหลายคนต้องเจอ นั่นคือ คำถามที่ว่า อะไร คือ Incoterms ???
รวมถึงไปถึง มันมีผลอย่างไร ต่อชีวิตการทำงานของเรา ???
โดย หากเราไปทำการค้นหา ในช่องทางออนไลน์ หรือตามแหล่งความรู้ต่างๆ หลายคนจะพบกับความหมาย หรือคำจำกัดความ ว่า Incoterms มันคือเงื่อนไขใน การส่งมอบสินค้าระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
หรือในบางสำนัก อาจให้คำจำกัดความว่า Incoterm เป็นชุดของกฎการค้า หากแต่ไม่ใช่กฎบังคับ โดยมีเพื่อให้พวกเขาได้รับผลทางกฎหมาย ซึ่งพวกเขาจะต้องรวมไว้อย่างชัดเจนโดยคู่สัญญาในสัญญาของพวกเขา ???
ซึ่ง ไม่ว่าเนื้อหาที่เราค้นเจอนั้น จะสร้างความงงเพิ่มเติม หรือความเจ็บหัวมากแค่ไหน หากแต่ให้จำไว้เสมอ สิ่งที่ Incoterms พยายามจะสื่อสาร หรือต้องการบอกกับเรานั้น แท้ที่จริง เขามีสาระ และใจความสำคัญอยู่เพียงสองส่วนเท่านั้น คือ บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ และความเสี่ยงอยู่ที่ใคร ก็แค่นั้น !!!
Incoterms นั้น มาจากคำเต็มๆ ก็คือ International Commercial Terms ซึ่งหากพูดตามหลักการแล้ว มันคือชุด ข้อกำหนด ที่มีการออกแบบและเผยแพร่ โดย International Chamber of Commerce (ICC) หรือ หอการค้านานาชาติ ที่ว่าด้วยหรือพูดถึง กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ
โดยที่หลักการใช้งานไอ้เจ้า Incoterms ที่ว่าก็คือ ใช้เป็นข้อตกลงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เพื่อเป็นตัวกำกับขอบเขตความรับผิดชอบ/ หน้าที่/ ภาระค่าใช้จ่าย / ความเสี่ยง ที่จะเกิดขึ้น ขณะทำการขนส่งเพื่อส่งมอบสินค้า เช่น สั่งซื้อรองเท้า Timberland จากต่างประเทศ แต่ได้รองเท้ามาเพียง 1 ข้าง ใครต้องรับผิดชอบ !!!
โดยที่ ตามหลักสากลแล้ว Incoterms นั้น จะมีการปรับเปลี่ยนทุกๆ 10 ปี และในทุกการปรับเปลี่ยน หรือทำการแก้ไขนั้น ก็เพื่อที่จะปรับแต่งให้เข้าหรือเหมาะสม กับบริบททางการค้าหรือกิจกรรมต่างๆบนโลกที่เปลี่ยนไป
และทุกครั้งที่มีการปรับเปลี่ยน เราจะพบว่าอาจมีบางเทอมที่มีการปรับแก้ และในบางเทอมอาจจะหายไปเลยก็มี เช่น DDU term จะไม่มีใน Version 2020 !!!
Incoterms ต่างๆ ที่เราเห็นนั้น มีการออกแบบ มาเพื่อบริบททางการค้า และรูปแบบในภาคขนส่งที่แตกต่างกัน ซึ่งในบางเทอม อาจเหมาะสม กับการขนส่งทางทะเล หรือเหมาะสมกับการขนส่งทางอากาศเท่านั้น หากแต่ ในทางปฏิบัติ มันก็ไม่มีข้อบังคับที่ตายตัว
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องผิดหรือแปลกอะไร หากเราจะนำในบาง Incoterms เช่น CIF term ซึ่งเหมาะสมกับงานขนส่งทางเรือ มาปรับใช้กับรูปแบบขนส่งทางแอร์ !!
ที่เล่ามาทั้งหมด เราปฏิเสธไม่ได้ว่า เรื่องของ Incoterms นั้น ถือว่าเป็นหนึ่งเรื่องพื้นฐานที่สำคัญอย่างมาก ที่ผู้ประกอบการในโลกธุรกิจ การซื้อการขาย รวมถึง ทุกคนในวงการนำเข้า-ส่งออกจะต้องรู้
ไม่ว่างานขนส่งนั้น จะเป็นทางเรือ ทางเครื่องบิน หรือทางรถ หรือ ไม่ว่าเราจะเล่นอยู่ในบทผู้ซื้อ หรือผู้ขาย ต้นทางหรือปลายทางก็ตาม
Tips : จำ หรือระลึกไว้เสมอ Incoterms ไม่ต่างอะไรกับบทหนังของผู้กำกับหรือคนเขียนบท ที่คอยกำกับว่า เราจะเล่นเป็นตัวละครอะไรในหนังเรื่องนำเข้า-ส่งออก รวมถึง ทำให้เราจะรู้ว่า อะไรที่เราต้องทำหรือไม่ต้องทำ เล่นหรือไม่ต้องเล่น รวมถึงต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง ใน Shipment นั้น
Tips : บ่อยครั้ง ที่ผู้ประกอบการธุรกิจรุ่นใหม่ ป้ายแดง มักจะมีเรื่องปวดหัว กับการกำหนด หรือตั้งราคาขายสินค้า และก็บ่อยครั้ง ที่ Incoterms ทำหน้าที่เป็นเข็มทิศ ในการนำทางเรื่องของการตั้งราคาสินค้า
Tips : การทำความเข้าใจ Incoterms มันจะได้ผลเสมอ หากเรานำมาปรับกับชีวิตจริง เช่น การที่เราถ่อจากบ้านที่ยโสธร ไปซื้อข้าวหมูแดงสีมรกต ตรงหัวลำโพง เราจะไปวิธีไหนก็ตาม ราคาขายหน้าร้าน ห่อละ 100 บาท นั่นคือราคา Ex-Work แต่ถ้าเมื่อไร ที่เราสั่งจากร้านและนอนรออยู่ที่บ้าน แน่นอนว่า ราคาข้าวหมูแดง จะไม่ใช่แค่ 100 บาท ซึ่งราคาที่เพิ่มขึ้นมา ก็จะขึ้นกับรูปแบบ หรือวิธีที่เฮียเขาจัดส่งนั่นเอง

TIPS : ในปัจจุบัน เรากำลังใช้ Incoterms 2020 หากแต่ ไม่มีกฎ หรือระเบียบตายตัว รวมถึง ไม่มีข้อห้าม หรือไม่ใช่เรื่องบาป ในการนำ Incoterms 2010/ 2000 กลับมาใช้ เนื่องจาก เทอมการค้า เป็นเรื่องที่สามารถตกลงกันได้เองระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายสินค้า
TIPS : สิ่งที่ผู้ประกอบการนำเข้าส่งออกป้ายแดงต้องพึงระวัง นั่นคือ ทุกการทำธุรกรรมซื้อขาย ต้องมีการระบุ Incoterms รวมถึงปี Version ที่แน่ชัด เพื่อ เป็นการกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบที่ชัดเจน รวมถึง เป็นหลักฐานในการเรียกร้องหรือถามหาค่าชดเชย ในกรณีเกิดเหตุไม่คาดฝัน
CR nice Graphic by www.metals-hub.com/blog
============================

13/07/2025
25/06/2025

Freight Update สถานการณ์นำเข้า-ส่งออก กับประเด็นโลก และเรื่องวุ่นๆของเรากับเพื่อนบ้าน
สถานการณ์ความขัดแย้ง ระหว่างประเทศไทยของเรา กับเพื่อนบ้าน อย่าง กัมพูชา ซึ่งกำลังเข้าสู่ภาวะตึงเครียดเพิ่มขึ้น ภายหลังคำสั่งประกาศปิดด่านชายแดนทุกจุด และดูเหมือนกำลังส่งผลกระทบทางตรง ต่อโลกของคนนำเข้า-ส่งออก

โดย ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อย ที่มีงานขนส่งสินค้าทางเรือไปยังประเทศกัมพูชา ต้องประสบกับภาวะความไม่แน่นอน และไม่มั่นใจในสถานการณ์ เนื่องจาก เริ่มมีกระแสข่าว ในลักษณะบอกเล่าต่อ ออกมาในลักษณะที่ว่า ทางการกัมพูชา ไม่อนุญาตให้สินค้าจากประเทศไทย เข้าเทียบท่าเรือหลัก อย่าง KHKOS
รวมถึง ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งเปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากสายการเดินเรือ หยุดรับการจองเรือ สำหรับงานที่ขนส่งไปยังประเทศกัมพูชา หรือได้รับการแจ้งจากสายการเดินเรือ ในการระงับ Booking Confirmation ที่อยู่ในมือหรือถูกปล่อยออกมา หรือ ระงับการยกตู้สินค้าขึ้นเรือ สำหรับตู้สินค้าที่คืนเข้าท่าเรือไปแล้ว

ทั้งนี้ เรายังคงต้องมาคอยลุ้นกันว่า เรื่องจริงคืออะไร บุ๊คกิ้งในมือ จะโดนคว่ำ หรือ Force Cancel หรือไม่ รวมถึง บรรดาตู้สินค้าที่อยู่บนเรือ และไปถึงท่าเรือของประเทศกัมพูชา จะโดนตีกลับหรือไม่ ยังไม่มีอะไรที่แน่นอน เนื่องจาก ยังไม่มีความชัดเจน หรือการยืนยันเรื่องดังกล่าว โดยที่ยังไม่มีใครได้เห็นประกาศที่เป็นลายลักษณ์อักษรจากทางการกัมพูชา
ซึ่ง เริ่มเห็นผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออกจำนวนไม่น้อย ตัดปัญหาโดยการระงับการจัดส่งสินค้าทางเรือไปยังประเทศกัมพูชา จนกว่าจะมีความชัดเจนจากผู้ที่เกี่ยวข้อง
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ระหว่าง ประเทศอิหร่านและอิสราเอล ที่ในภาวะปัจจุบัน หลังจากการบรรลุข้อตกลง ในการหยุดยิngเป็นการชั่วคราว โดยมีประเทศสหรัฐอเมริกา ยื่นมือเข้ามาเป็นโซ่ข้อกลาง
ซึ่งแม้ว่า ภาพรวมของความขัดแย้งจะมีสัญญาณที่ดีขึ้นและดูผ่อนคลายลง หากแต่ ในมิติของการนำเข้า-ส่งออก และภาคขนส่งสินค้า ยังคงถือว่าอยู่ในจุดที่ถือว่ายังไม่มีความปกติ โดยในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราค่าระวางเรือ ในเส้นทางที่ขนส่งจากเอเชียไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง มีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น
โดยเฉพาะ ค่าระวางเรือ สำหรับงานที่ขนส่งไปยังท่าเรือที่อยู่ปากทางเข้าช่องแคบ Hormuz อย่าง ท่าเรือ Khor Fakkan (AEKLF) ซึ่งพบว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นคิดเป็น ร้อยละ 76 เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมารวมถึง ปริมาณเรือสินค้าที่มุ่งหน้าท่าเรือดังกล่าว เพิ่มสูงขึ้น โดย มีเรือสินค้าถึงเกือบ 100 ลำ ในรอบ 2 วันที่ผ่านมา
นอกจากนี้ จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางดังกล่าว ยังส่งผลให้ ผู้ประกอบการรับประกันภัยทางทะเลจำนวนหนึ่ง ต่างปฏิเสธ และหลีกเลี่ยงข้อเสนอการคุ้มครองประกันภัย สำหรับ กลุ่มเรือสินค้าที่มีความเชื่อมโยงกับประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึง ประเทศสหราชอาณาจักร และอิสราเอล
ทั้งนี้ หลายฝ่ายต่างมีการประเมินกันว่า มีความเป็นไปได้สูง ที่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน กับอิสราเอล จะกลับปะทุหรือเข้าสู่ความรุนแรngอีกครั้ง หากยังไม่มีข้อยุติในช่วงระหว่างการหยุดยิง จึงมีการคาดกันว่า บรรดาบริษัทนายหน้า และตัวแทนรับประกันภัยด้านการขนส่ง จะเพิ่มความเข้มงวดที่มากขึ้น
สำหรับการพิจารณา เกณฑ์ในการรับประกันภัยสำหรับตัวสินค้า และเรือสินค้าที่ขนส่งหรือให้บริการในเส้นทาง Indian Subcont & Middle East รวมถึง การตีความ หรือขีดเส้น ขยายขอบเขตน่านน้ำ ที่มีความเสี่ยง หรือ Red Zone ในตะวันออกกลาง ออกมายังมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งแน่นอนว่า จะรวมไปถึง การปรับขึ้นค่าเบี้ยประกันภัย ทั้งในกลุ่มเรือตู้สินค้า และเรือขนส่งน้ำมัน หรือกลุ่ม Tanker / Oil and Gas Carrier.
CR nice PIC by www.glylove.com
***********

23/06/2025

จากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ดูจะร้อนระอุเพิ่มขึ้น ภายหลังการเข้าร่วมของสหรัฐอเมริกา ภายใต้ปฏิบัติการ Midnight Hammer เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จนเป็นผลให้ทางการอิหร่าน มีการดันมติ เข้าสู่สภาเพื่อพิจารณา การปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นหนึ่งในจุด Chokepoint หรือจุดยุทธศาสตร์ในการเดินเรือ
ซึ่ง หากทางการอิหร่าน มีการผ่านมติขั้นสูงสุด โดยร่วมกันกับชาติพันธมิตรอาหรับ ทำการปิดกั้น ช่องแคบ Hormuz ตามที่ประกาศได้จริง ปัญหาที่จะเกิดขึ้น นอกจากจะส่งผลต่อ ราคาน้ำมันและพลังงานอย่างที่หลายคนกังวลแล้ว .
ยังจะส่งผลต่อโลกการขนส่งสินค้าทางเรือของพวกเรา อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งหากคิดเร็วๆ ประเมินคร่าวๆ ถึงผลกระทบที่จะเกิดกับคนในวงการนำเข้าส่งออกก็คือ การที่สายการเดินเรือ ต่างระงับการให้บริการไปยังท่าเรือของประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้ง อย่าง ILASH , ILHFA, IRBND เนื่องจาก เป็นท่าเรือที่มีความเสี่ยงเป็นอันดับต้นๆ
รวมถึง มันจะส่งผลกระทบทางตรง สำหรับงานที่ขนส่งไปยังท่าเรือหลัก ที่ตั้งอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย อย่าง AEJEA, BHKBS, QAHMD, QADOH, KWKWI, KWSAA, SADMM หากช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเหมือนประตูทางเข้าถูกปิด ซึ่งภาวะในปัจจุบัน ภาพรวมการจองเรือสำหรับ Middle East Trade ถือว่าจองเรือค่อนข้างยากอยู่แล้ว
นั่นหมายถึง การปิดประตู มันจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้ภาวะการจองเรือตึงมากขึ้น เนื่องจาก เรือสินค้าที่ใช้เส้นทางผ่านช่องแคบ ไปยังกลุ่มท่าเรือเหล่านี้ จะถือว่ามีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นเหตุจากความตั้งใจ หรือจากการถูกลูกหลง โดยเฉพาะ กองเรือสินค้าที่มีความเกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตร
ซึ่งจะส่งผลทางตรงต่อ ตารางเรือ ในเส้นทาง Indian Subcont / Middle East ที่จะยิ่งรวนและบิดเบี้ยวหนักกว่าปกติ เนื่องจาก สถานการณ์ที่ไม่มีความแน่นอน ส่งผลให้สายการเดินเรืออาจต้องมีการปรับเปลี่ยนตารางเรือ ไม่ว่าจะเป็นการข้ามไม่เข้าในบางท่าเรือ หรือการระงับการให้บริการในบางท่าเรือ หรือการมองหาท่าเรือที่ใช้ในการถ่ายสินค้าลง
และสิ่งที่จะตามมาคือ ความหนาแน่นของท่าเรือซึ่งอยู่รอบนอก ก่อนที่จะผ่านช่องแคบ Hormuz อย่าง OMSOH เนื่องจาก ผู้ประกอบการจะต้องใช้เป็นท่าเรือหลักสำรอง ในการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งต่อเนื่อง หรือ Multimodal ไปยังเมือง หรือท่าเรือในส่วนที่ถูกปิดกั้น ซึ่ง การปรับแผนตารางเรือ อาจจะส่งผลกระทบ ซ้ำเติมต่องานที่ขนส่งไปยังท่าเรือที่ไม่เกี่ยวข้อง อย่าง BDCGP, INNSA, INMUN, PKKHI เนื่องจาก เป็นท่าเรือที่อยู่กลางทางของเส้นทางการขนส่ง ซึ่งแต่ละประเทศเหล่านี้ ต่างก็กำลังมีปัญหาความขัดแย้งเช่นกัน
อีกทั้ง อัตราค่าระวางเรือที่จะปรับตัวสูงขึ้น หากกลุ่มสายการเดินเรือหลัก มีการระงับการให้บริการ ซึ่งแน่นอนว่า สายการเดินเรือใดก็ตาม ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับอิหร่าน หรือมีความกล้าพอในการให้บริการ ย่อมจะใช้ช่วงเวลานี้ในการปรับฐานค่าระวางได้ เช่นเดียวกับสถานการณ์ในทะเลแดงช่วงที่ผ่านมา
รวมถึง ผลกระทบที่ตามมา คือต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่าง ค่าธรรมเนียมเสี่ยงภัยสงคราม ,ค่าเบี้ยประกันภัยสินค้า รวมสถึง ค่าธรรมเนียมความหนาแน่นของท่าเรือ หรือ Port Congestion Surcharge ที่จะเกิดขึ้น กับกลุ่มท่าเรือสำรองที่ถูกใช้ในการขนถ่ายสินค้ากลางทาง
ทั้งนี้ เราคงต้องติดตาม จับตาดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด เรียกได้ว่านาทีต่อนาที และได้แต่หวังว่า บทวิเคราะห์ ที่คิด และประเมินคร่าวๆ เร็วๆ อย่างที่เล่ามา จะไม่เกิดขึ้นจริง
เพราะทุกวันนี้ ชีวิตคนทำงานอย่างเราๆ ก็มีเรื่องให้ลุ้นกันมากพอแล้ว
CR Nice Graphic by Marine Traffic.
****************************

21/06/2025

ความแตกต่างของ สินค้าถ่ายลำ (Transshipment) กับ สินค้าผ่านแดน (Transit) ???
เพราะ ในโลกของการขนส่งสินค้าทางเรือ มีเรื่องต่างๆ มากมาย ที่ทำให้เราเรียนรู้ไม่มีวันจบ ซึ่งในแต่ละขั้นตอน หรือแต่ละภาคส่วนนั้น ล้วนแล้วแต่มีรายละเอียดปลีกย่อย ที่ทำให้เราต้องทำความเข้าใจอยู่เสมอ โดยเฉพาะ บรรดาน้องใหม่ ที่โดดเข้ามาในวงการนำเข้า-ส่งออก
ซึ่งตัวแอดมินเอง เชื่อว่า มีคำอยู่ 2 คำ ที่ชวนทำงง และสับสน เนื่องจาก ทั้งสองคำนี้ มีทั้งสิ่งที่เป็นความเหมือนและสิ่งที่เป็นความแตกต่าง จนบางครั้งหลายคนแยกไม่ออก อย่างเช่นคำว่า สินค้าถ่ายลำ หรือ Transshipment กับ สินค้าผ่านแดน หรือ Transit Shipment !!
ถ้าอย่างนั้น วันนี้ เรามาทำความเข้าใจ และดูความแตกต่างของสองคำที่ว่า ในแบบหลักสูตรเร่งรัดกันดีกว่า
เริ่มกันที่ คำว่างานถ่ายลำ หรือ Transshipment นั้น มีหลักชวนให้จำง่ายๆ คือ สินค้าที่มาจากต่างประเทศ เข้ามาบ้านเรา เพียงเพื่อทำการเปลี่ยนยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่งใหม่ ก่อนที่จะขนส่งต่อไปยังประเทศปลายทาง
โดยมีเงื่อนไข และหลักที่ว่า สินค้าไหลเข้ามาบ้านเรา ที่ท่าเรือไหน ด่านไหน ศุลกากรไหน ก็ต้องถูกขนส่งออกไปจากท่าเรือนั้น หรือด่านนั้นๆ หรือต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของด่านศุลกากรเดียวเท่านั้น !!! ซึ่งในกรณีนี้ ส่วนมาก เราจะเห็นได้จาก งานในลักษณะที่สายการเดินเรือ ทำการขนถ่ายตู้สินค้าถ่ายลำ
ในขณะที่ งานประเภทสินค้าผ่านแดน หรือ Transit มีหลักในการจำง่ายๆ คือ การที่สินค้าขนส่งมาจากต่างประเทศ โดยที่ นำเข้าสู่บ้านเราที่ด่านหรือศุลกากรแห่งหนึ่ง ในลักษณะเพื่อเป็นทางผ่าน และขนส่งสินค้าเหล่านี้ออกจากบ้านเรา เพื่อทำการขนส่งต่อไปยังประเทศปลายทางของสินค้า โดยที่ ไม่จำเป็นต้องออกจากด่านศุลกากรเดิม หรือ ท่าเรือเดิมที่นำเข้า
ซึ่งงานในกรณีนี้ เราจะคุ้นเคยกัน กับงานที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อทำการขนส่งต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง ลาว ซึ่งเป็นประเทศปิด (Landlock) ไม่มีทางออกสู่ทะเลทะเล หรือพูดให้เข้าใขง่ายๆ ก็คือว่าสามารถทำการเปลี่ยน Mode ในการขนส่งไปยังปลายทางได้นั่นเอง
ซึ่ง สิ่งที่เราสามารถตั้งข้อสังเกต ระหว่างงานสองประเภท ความคล้ายหรือ ความเหมือนระหว่างของ ทั้งสองคำที่ว่า คือ จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของงาน อยู่นอกประเทศเสมอ โดยที่ สินค้าจะไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์ภายในประเทศ
หากแต่ ทั้งสองคำ จะมีความต่างกันตรงที่ งานที่เป็นการขนส่งในรูปแบบการผ่านแดน หรือ in Transit Cargo สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงประเภทของยานพาหนะ รวมถึง มีการพักเก็บรักษา หรือเปลี่ยนรูปแบบของภาชนะสินค้า
เพื่อให้ง่ายต่อการขนส่งในช่วงต่อไป เช่น สินค้ามาทางเรือ เราสามารถถ่ายสินค้าออกจากตู้สินค้า เพื่อขนส่งต่อไปทางเครื่องบิน หรือในบางครั้งเราจะเคยเห็นได้จาก งานประเภทที่คนทำงานเรียกว่า Sea ต่อ Air !!!
Tips : กรณีที่เป็นงานสินค้าผ่านแดน และสายการเดินเรือที่เราลงงาน ไม่มีบริการขนส่งไปถึงที่หมาย นั่นหมายถึง เราต้องเป็นผู้ดำเนินการทุกอย่างเอง เช่น งานที่ขนส่งจากประเทศจีน ไปยังประเทศลาว ผ่านประเทศไทย
ตามหลักศุลกากรแล้ว ชื่อประเทศ หรือท่าเรือ ที่ระบุในช่อง Port of Discharge / Place of Delivery จะเป็นเพียงทางผ่าน ก่อนที่จะทำการขนส่งสินค้า ไปยังประเทศสุดท้ายปลายทาง ดังนั้น บนหน้าเอกสารใบตราส่ง หรือ Bill of Lading จะต้องมีการระบุคำว่า “Cargo/ Shipment in Transit to “ และตามด้วยชื่อประเทศปลายทาง เพื่อที่จะสามารถทำการเดินพิธีการผ่านแดน !!!
หากแต่ ในกรณีที่ สายการเดินเรือมีบริการ หรือสามารถขนส่งสินค้าจนถึงปลายทางได้ หน้าตาเอกสารใบตราส่ง ก็จะเปลี่ยนไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่งคือ Port of Discharge จะระบุชื่อประเทศหรือท่าเรือที่เป็นทางผ่าน และ Place of Delivery จะระบุชื่อประเทศหรือเมืองที่เป็นปลายทาง
นั่นหมายถึง สายการเดินเรือ จะทำการขนส่งสินค้าให้เราไปถึงประเทศลาว โดยที่เราเพียงแค่ส่งเอกสารให้ตามที่สายการเดินเรือร้องขอเท่านั้น
Tips : ถ้าจะให้นึกภาพ Transshipment ก็เหมือนเราขึ้นรถไฟฟ้า BTS แล้วเปลี่ยนขบวนเส้นทางที่ Transship Port อย่าง สถานีสยาม ขณะที่ in Transit คือ การที่เราขึ้น BTS แล้วไปต่อเรือด่วนเจ้าพระยาที่สถานีสะพานตากสิน !!!
Tips : งานสินค้าผ่านแดนต่อไปทางบก ไม่ใช่ว่าจะทำได้ทุกกรณี หากแต่ต้องอยู่ภายใต้ข้อตกลงระหว่างประเทศเท่านั้น รวมถึง สินค้าที่ผ่านแดน จะยังต้องดำเนินการอยู่ภายใต้เงื่อนไข ข้อบังคับ สินค้าต้องห้ามและสินค้าต้องกำกัด ของประเทศที่เป็นทางผ่านเสมอ ดังนั้น ไม่ใช่ว่าสินค้าทุกตัวสามารถทำผ่านแดนได้หมดเสมอไป !!!
============================
CR PIC by GA port

08/06/2025

ZUPPORTS 101 การส่งออกสินค้าประเภทอันตราย (DG) และของเหลว (Liquid): สิ่งที่ผู้นำเข้าส่งออกต้องรู้ (ZUPPORTS x HIX)
ปัญหาที่พบกันบ่อยในการส่งออกสินค้าวัตถุอันตราย Dangerous Goods (DG) คือข้อผิดพลาดในการกรอกแบบฟอร์ม DG Declaration เพราะมีรายละเอียดและขั้นตอนที่ค่อนข้างยุ่งยากมาก ทั้งเรื่องความปลอดภัย เอกสาร และกฎของสายเรือ หากกรอกผิด เช่น ใส่ชื่อสารเคมีผิด, ลืมระบุรหัสต่างๆ หรือไม่ใส่ข้อมูลของบรรจุภัณฑ์ให้ครบถ้วนและถูกต้องเหมาะสมกับสินค้าแต่ละประเภท สายเรืออาจไม่รับตู้ขึ้นเรือ ทำให้เสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม และเสียโอกาสทางธุรกิจ
บทความ ZUPPORTS 101 ตอนนี้ เราจะไปดูกัน ว่าการนำเข้าส่งออก สินค้า DG มีข้อควรรู้อย่างไรบ้าง
หากพร้อมแล้วไปติดตามกันเลย

——

มีแผนจะส่งออก Dangerous Goods (DG) หรือเคมีภัณฑ์ ต้องเตรียมอะไรบ้าง?
การส่งออกสินค้าที่เป็นวัตถุอันตราย (Dangerous Goods: DG) มีความซับซ้อนกว่าการส่งออกสินค้าทั่วไปหลายเท่า เนื่องจากเกี่ยวข้องกับ:
- ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยระหว่างประเทศ
- การคัดสรรบรรจุภัณฑ์แต่ละชนิด
- เอกสารเฉพาะ เช่น DG Declaration / MSDS
- เงื่อนไขของสายเรือและสนามบิน รวมไปถึงท่าเรือ
- กระบวนการตรวจสอบศุลกากรที่ละเอียดขึ้น
หากไม่มีการเตรียมการล่วงหน้า อาจก่อให้เกิดความล่าช้าในการขนส่ง เพิ่มต้นทุนโดยไม่จำเป็น หรือส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของธุรกิจ
หลายคนกังวลเรื่องการส่งออก DG เพราะ…
- เอกสารเยอะและเฉพาะทาง
- การกรอกแบบฟอร์มผิดเพียงเล็กน้อย อาจทำให้สายเรือปฏิเสธการโหลด
- ต้องเข้าใจกฎระเบียบของแต่ละประเทศปลายทางด้วย

ห้วข้อที่เราควรรู้เกี่ยวกับงาน DG ในบทความนี้จะมีทั้งหมด 5 หัวข้อ ได้แก่
1) รู้จัก DG Class ทั้ง 9 ประเภท
2) การอ่าน MSDS อย่างถูกต้อง
3) ผลกระทบต่อการจองเรือและค่าเฟรท
4) แนวทางการเตรียมความพร้อม และการกรอกเอกสาร DG Declaration
5) พาร์ตเนอร์ผู้เชี่ยวชาญที่ ZUPPORTS แนะนำ HIX (Handle Inter Express)
อ่านรายละเอียดได้ที่
https://zupports.co/zupports-101-dg-liquid-hix/

#นำเข้าส่งออกสุดขอบฟ้า

31/05/2025

สิ่งที่หัวหน้าทุกคนต้องมี

1. การมี EQ มากพอในการควบคุมอารมณ์ตัวเอง อย่าเอานิสัยที่บ้านมาใช้ร่วมกับคนอื่นในที่ทำงาน

2. ทำตัวเป็นกลางให้มากที่สุด
จงแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานให้ได้ ไม่จำเป็นต้องชอบทุกคน แต่จำเป็นต้องทำงานร่วมกับทุกคนให้ได้ อย่าให้คนอื่นมองว่าเราไม่เท่าเทียม

3. ถ้าจะชมเชยใครให้ชมในที่แจ้งในที่คนเยอะๆ แต่ถ้าจะตำหนิใครให้ตำหนิในที่ลับ อย่าทำให้คนที่โดนตำหนิ รู้สึกอาย

4. จงเป็นหัวหน้าที่ยืดหย่น อย่ายึดกฎระเบียบมากเกินไป คนทำงานร่วมด้วยแล้วจะได้ไม่รู้สึกอึดอัด

5. อย่าใส่หัวโขน คิดว่าตัวเองอยู่สูงจนมองไม่เห็นคนอื่น อย่าเป็นคน Toxic จนใครๆไม่อยากทำงานร่วมด้วย

6. เวลาลูกน้องลา ให้ถามเหตุผลเป็นประโยคห่วงใย เช่นไปเที่ยวหรออย่าลืมใส่หน้ากากอนามัยด้วยช่วงนี้ฝุ่นเยอะ ไม่ใช่ถามเชิงจะไปกับเขา ไปทำอะไร ที่ไหน ไปกับใคร ทำไมต้องไป ตราบใดที่มันเป็นการลาในกฎระเบียบและเป็นสิทธิ์ที่ทำได้

7. อย่าสั่งงาน อย่าคุยเรื่องงาน นอกเวลาทำงาน หรือในวันหยุด ทุกคนไม่ได้มีเรื่องในชีวิตแค่งาน ยังมีสิ่งที่ต้องทำมากมายในชีวิต

8. ถ้าน้องทำงานผิดพลาด แต่มันเป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ อย่าพึ่งต่อว่า อย่าพึ่งดูถูก อย่าพึ่งใช้คำพูดแรงๆให้น้องเสียกำลังใจ ถ้าคุณเลือกวิธีเข้าไปช่วยแทนการด่า คุณจะได้ใจน้องๆในที่ทำงานมากขึ้น

9. อย่ายึดตัวเองเป็นหลัก ในสิ่งที่เราทำงานมาหลายๆปี กับน้องที่ทำงานไม่กี่ปี ประสบการณ์ ความชำนาญ มันย่อมต่างกัน ไม่แปลกเลยคนทำงานไม่กี่ปีจะมีโอกาสพลาด เหมือนที่เรามาทำงานใหม่ๆตอนแรกๆ

10. คุณต้องมีวุฒิภาวะมากๆ อารมณ์ ความคิด การแสดงออก และคุณจะได้รับการเคารพทั้งต่อหน้าและลับหลัง

#บทความเพจการเดินทาง

02/04/2025

เรียนลูกค้าทุกท่านโปรดทราบ

เนื่องด้วยเหตุการณ์แผ่นดินไหวในกรุงเทพ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 บริษัท Sea & Aero Logistic Co.,Ltd สำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่ที่ตึก KPN Tower ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทางอาคาร KPN Tower และบริษัท ได้ตระหนักถึงความปลอดภัยของพนักงาน ทางอาคารจึงขอปิดชั่วคราวเพื่อตรวจสอบความเสียหายและส่วนที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขโดยละเอียด

ทั้งนี้บริษัท Sea & Aero Logistics Co.,Ltd จะย้ายที่ทำการสำนักงานชั่วคราวไปที่ อาคาร วิชัยเทรดดิ้ง (1983) บางกะปิ เพื่อทำการปล่อยเอกสาร B/L, D/O และเอกสารอื่นๆที่เกี่ยวข้อง และสามารถติดต่อ Hotline ในกรณีฉุกเฉินได้ที่

Customer Service (ขาออก) : คุณ นิติ (081-633-6696)
Customer Service (ขาเข้า) : คุณ อิศราภรณ์ (081-909-1466)

ทางบริษัท ต้องขออภัยในความไม่สะดวก หากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

Dear Valued Customers,

We would like to inform you that due to the earthquake in Bangkok on March 28, 2025, Sea & Aero Logistic Co., Ltd., with its headquarters located at KPN Tower, has been affected by this incident. Both KPN Tower and the company are fully aware of the importance of employee safety. The building has temporarily closed for a thorough inspection of the damage and to address any urgent repairs needed.

As a result, Sea & Aero Logistic Co., Ltd. will temporarily relocate its operations to the Vichai Trading Building (1983) in Bangkapi, where we will continue to process B/L, D/O, and other related documents.
If any urgency, you can contact focal person as below

Customer Service (Export) : K. Niti (081-633-6696)
Customer Service (Import) : K. Isaraporn (081-909-1466)

We sincerely apologize for any inconvenience this may cause. Should there be any further changes, we will promptly notify you.

ที่อยู่

719, KPN Tower, 23 Floor, Rama 9 Road, Bangkapi, Huay Kwang
Bangkok
10310

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30

เบอร์โทรศัพท์

+6627171166

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Sea & Aero Logistics Co.,Ltd.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Sea & Aero Logistics Co.,Ltd.:

แชร์