25/09/2026
ความเคลื่อนไหวจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านไทยอย่าง ‘เวียดนาม’ ล่าสุด VinSpeed บริษัทในเครือ Vingroup กลุ่มทุนรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ได้บรรลุข้อตกลงครั้งสำคัญกับ Siemens Mobility ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมจากเยอรมนี ในการจัดหารถไฟความเร็วสูงจำนวน 10 ขบวน โดยตั้งเป้าพร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2028
มาดูกันว่า ก่อนจะถึง 2 ปีข้างหน้าที่เวียดนามแพลนว่าประเทศจะมี ‘รถไฟความเร็วสูง’ มีรายละเอียดของโครงการที่น่าสนใจอะไรบ้าง?
1. เมกะโปรเจ็กต์นี้ VinSpeed ทุ่มทุนกว่า 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 36,700 ล้านบาท) สำหรับการซื้อรถไฟความเร็วสูง 10 ขบวน
2. การเปิดให้บริการเส้นทางรถไฟความเร็วสูงในอีก 2 ปี จะเป็นพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจหลัก 2 แห่ง นั่นคือ ฮานอยและโฮจิมินห์ซิตี้
3. สำหรับตัวรถไฟความเร็วสูง จะเลือกใช้รุ่น Velaro Novo ของ Siemens Mobility ซึ่งพัฒนาขึ้นให้สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
4. การส่งมอบรถไฟความเร็วสูงทั้ง 10 ขบวนจะเกิดขึ้นเป็น ‘เฟส’ ซึ่งเฟสแรกจะพร้อมให้บริการในปี 2028 และบริหารงานโดย VinSpeed
5. Michael Peter ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Siemens Mobility กล่าวว่า รถไฟรุ่น Velaro Novo ได้รับการออกแบบให้ใช้พลังงานน้อยลงถึง 30% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า
[ เวียดนามเคยมีแผนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงมานาน แต่ไม่คืบหน้า ]
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับเวียดนามที่พูดถึงโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง เพราะก่อนหน้านี้ โครงการรัฐบาลมูลค่า 67,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถูกเลื่อนไปเรื่อยๆ และล่าช้ามานานหลายปี
โดยความคืบหน้าล่าสุดก็คือ โครงการของรัฐบาลเวียดนามเลื่อนการก่อสร้างไปเป็นปี 2027 แล้ว
ดังนั้น หากโครงการรถไฟความเร็วสูงของ VinSpeed สามารถเปิดให้บริการได้ตามเป้า คือ อีก 2 ปีข้างหน้า จะกลายเป็นรถไฟหัวกระสุนขบวนแรกในประเทศทันที
ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นการต่อยอดความสัมพันธ์อันยาวนานกว่าทศวรรษระหว่าง Vingroup และ Siemens ซึ่งเคยร่วมมือกันในหลายธุรกิจ เช่น การส่งมอบเทคโนโลยีมอเตอร์ให้กับ VinFast (ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า) และการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับเครือโรงพยาบาล Vinmec
โครงการรถไฟความเร็วสูงของ VinSpeed พยายามเน้นการเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ 2 ภูมิภาค ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการต่อยอดอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศด้วย
โดยเส้นทางภาคใต้ ความยาว 54 กิโลเมตร ได้เชื่อมต่อจากสถานี Ben Thanh ใจกลางเมืองโฮจิมินห์ซิตี้ ไปยังอำเภอ Can Gio ซึ่งเป็นพื้นที่เขตสำรองชีวมณฑลป่าชายเลนที่ได้รับการรับรองจาก UNESCO
ขณะที่ VinSpeed ยืนยันว่าจะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุดในระหว่างการพัฒนาโครงการเมืองใหม่ (Mini-city) ในพื้นที่ดังกล่าว
ส่วนเส้นทางภาคเหนือ ความยาว 121 กิโลเมตร เชื่อมต่อกรุงฮานอยเข้ากับเมืองอุตสาหกรรมสำคัญ อย่าง Bac Ninh และ Hai Phong รวมถึงจังหวัด Quang Ninh ซึ่งเป็นที่ตั้งของอ่าวฮาลอง (Ha Long Bay) พื้นที่มรดกโลกที่หลายคนยกให้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่อยากมาสักครั้ง
จะเห็นว่าการขยับตัวของ Vingroup ในครั้งนี้ เป็นการสะท้อนศักยภาพของภาคเอกชนในเวียดนามค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะเป้าหมายการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ มีการลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาลอย่างต่อเนื่อง
หากดูที่ผลลัพธ์การพัฒนาเมืองของเวียดนาม ถือว่านักลงทุนจากหลายประเทศค่อนข้างจับตา โดยเฉพาะผลการจัดอันดับจากศูนย์จัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันโลก (World Competitiveness Center: WCC) ภายใต้สถาบัน International Institute for Management Development หรือ IMD จากสวิตเซอร์แลนด์ ที่ระบุว่าเวียดนาม เพิ่งเข้าร่วมเป็นปีแรก แต่ได้อันดับความสามารถในการแข่งขันลำดับที่ 27 ส่วนไทยคือ 26 (จากอันดับที่ 30)
เวียดนามกำลังปลดล็อกข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เร็วขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งต้องพูดว่า Vingroup มีส่วนอย่างมากในการเข้ามาอุดช่องว่างความล่าช้าของรัฐบาล โดยดีลรถไฟความเร็วสูงกับ Siemens ครั้งนี้ นอกจากจะเปลี่ยนภาพการเดินทางและการท่องเที่ยวของเวียดนาม ยังอาจเป็นสัญญาณเตือนให้ไทยต้องเร่งสปีดตัวเองด้วย