จัดการภัยพิบัติโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม

จัดการภัยพิบัติโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม ประชาสัมพันธ์โครงการการศึกษาจัดทำกรอบการดำเนินงานและแผนบริหารจัดการภัยพิบัติ เพื่อลดผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมอย่างยั่งยืน สนข.

⏩รูปแบบแนะนำการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่อรองรับดินโคลนถล่มการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่อรองรับ ...
10/08/2026

⏩รูปแบบแนะนำการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่อรองรับดินโคลนถล่ม
การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่อรองรับ ดินโคลนถล่ม (Landslide & Debris Flow) โดยเฉพาะ มุ่งเน้นการเพิ่มความมั่นคงของพื้นที่ลาดชัน การจัดการน้ำใต้ดินและน้ำผิวดิน รวมถึงการป้องกันการเคลื่อนตัวของดินและหินลงสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม
1️⃣ รูปแบบการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่อรองรับดินโคลนถล่มในประเทศไทย
ในประเทศไทย พื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงมักเป็นสายทางคมนาคมในพื้นที่แนวเชิงเขา (เช่น ภาคเหนือ และภาคใต้) ซึ่งมีลักษณะชั้นดินอุ้มน้ำสูงเมื่อฝนตกหนักสะสม แนวทางการป้องกันและปรับปรุงแบ่งตามลักษณะโครงสร้างได้ดังนี้:
• การยึดเสถียรภาพมวลดิน (Soil Nailing & Ground Anchor):
o Soil Nailing: สอดแท่งเหล็กเข้าไปในชั้นดินพร้อมฉีดน้ำปูน (Grout) เพื่อยึดชั้นดินด้านหน้าเข้ากับชั้นดินแข็งด้านหลัง เหมาะกับลาดชันดินร่วนหรือดินผกผัน
o Ground Anchor / Tieback: ใช้ลวดเหล็กแรงดึงสูงยึดลึกลงไปในชั้นหินแข็ง สำหรับหน้าผาหรือคันทางลาดชันสูงที่ต้องการรับแรงดึงมากเป็นพิเศษ
• กำแพงกันดินและโครงสร้างรับแรง (Retaining Walls):
o Gabion Wall / Mattress: กล่องตาข่ายเหล็กใส่หินถัก ใช้สร้างกำแพงกันดินบริเวณเชิงเขา มีความยืดหยุ่นสูงและยอมให้น้ำไหลผ่านได้ ลดการสะสมของแรงดันน้ำใต้ดิน
o Cantilever & MSE Wall (Mechanically Stabilized Earth): กำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กหรือโครงสร้างดินเสริมแรงด้วยแผ่น Geogrid สำหรับพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านเขตทาง
• การระบายน้ำใต้ดิน (Sub-horizontal Drains): เจาะรูและฝังท่อพีวีซีเจาะรูสอดเข้าไปในหน้าผาดินแนวเฉียง เพื่อลดระดับน้ำใต้ดิน (Pore Water Pressure) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้มวลดินสูญเสียแรงเฉือนและถล่มลงมา
• การใช้หญ้าแฝก (Vetiver Grass System): ปลูกหญ้าแฝกตามแนวระดับ (Contour) บนลาดดิน รากแฝกที่ยาวและเหนียวจะประสานกันเป็นกำแพงธรรมชาติช่วยยึดหน้าดินลึก 3–5 เมตร
• Geotextile & Matting: ใช้แผ่นใยสังเคราะห์คลุมหน้าดินร่วมกับการพ่นเมล็ดพืช (Hydroseeding) ป้องกันการกัดเซาะจากน้ำฝนตกกระทบ (Splash & Sheet Erosion)
2️⃣รูปแบบการแนะนำการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับดินโคลนถล่มในอนาคต
• ระบบกั้นดินถล่มด้วยตาข่ายเหล็กแรงดึงสูงแบบยืดหยุ่น (Flexible Debris Flow Barrier Nets): ตาข่ายมีความยืดหยุ่นสูง (Flexible) เมื่อดินโคลนและหินไหลลงมาปะทะ ตาข่ายจะยืดตัวเพื่อซับพลังงานกล (Kinetic Energy) และกักมวลโคลนไว้ โดยยอมให้น้ำไหลผ่านออกไปได้ ช่วยลดแรงปะทะลงได้มหาศาลโดยไม่ต้องสร้างโครงสร้างคอนกรีตขนาดใหญ่
• อุโมงค์เปิดข้างป้องกันดิน/หินถล่ม (Landslide / Rockfall Sheds) โครงสร้างหลังคาคอนกรีตเสริมเหล็กหนาเบี่ยงทิศทางดินโคลน ครอบเส้นทางถนนหรือรถไฟช่วงที่ต้องตัดผ่านใต้หน้าผาเสี่ยงสูง
3️⃣ แนวทางการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในต่างประเทศ (Best Practices)
ประเทศที่มีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงและประสบภัยพิบัติดินโคลนถล่มบ่อยครั้ง มีการนำเทคโนโลยีและแนวคิดเชิงวิศวกรรมขั้นสูงมาประยุกต์ใช้
3.1 ญี่ปุ่น (Japan): การป้องกันภัยดินโคลนถล่มแบบบูรณาการ (SABO Works)
• ระบบเขื่อนดักตะกอนและโคลนถล่ม (SABO Dams):
o สร้างเขื่อนเปิดหรือเขื่อนกั้นตะกอนบริเวณต้นน้ำในช่องเขา เพื่อดักจับหินขนาดใหญ่และชะลอความเร็วของดินโคลนถล่มก่อนจะล้นลงมาทับเส้นทางคมนาคมด้านล่าง
• การตรวจวัดและปิดการจราจรอัตโนมัติ (Early Warning & Traffic Control System):
o ติดตั้งเครื่องวัดปริมาณน้ำฝนสะสม และเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนตัวของดิน หากปริมาณน้ำฝนถึงเกณฑ์ความเสี่ยงระบบจะสั่งการปิดถนนและแจ้งเตือนผ่านป้าย VMS (Variable Message Sign) ทันที
3.2 ไต้หวัน (Taiwan): การใช้ AI และข้อมูลภูมิสารสนเทศ (GIS & Remote Sensing)
• LiDAR & Satellite Monitoring:
o ใช้โดรนและดาวเทียมสแกนพื้นที่ด้วยระบบ LiDAR เพื่อสร้างแบบจำลองความสูงเชิงเลข (DEM) ตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกและรอยแยกดินในระดับมิลลิเมตร ก่อนที่จะเกิดการถล่มจริง
• Eco-Engineering Road Design:
o การเลี่ยงการตัดเจาะหน้าผาโดยเปลี่ยนมาใช้ สะพานยกระดับเลียบไหล่เขา (Viaducts) หรืออุโมงค์ลอดผ่านชั้นหินแข็ง แทนการสร้างถนนแบบตัดคันดิน (Cut Slope) เพื่อลดการรบกวนเสถียรภาพตามธรรมชาติของภูเขา
3.3 สวิตเซอร์แลนด์ : โครงสร้างปกป้องทางกายภาพ
• อุโมงค์เปิดข้างป้องกันหินและโคลนถล่ม (Rockfall & Landslide Sheds / Galleries):
o สร้างโครงสร้างหลังคาคอนกรีตเสริมเหล็กคลุมช่วงถนนหรือทางรถไฟที่ตัดผ่านใต้หน้าผาเสี่ยง เมื่อเกิดดินโคลนหรือหินถล่ม มวลดินจะไหลข้ามหลังคาอุโมงค์ลงสู่หุบเขาเบื้องล่าง โดยไม่กระทบจราจรภายในอุโมงค์
• ตาข่ายเหล็กรับแรงดึงสูง (High-Tensile Wire Ring Nets):
o ติดตั้งตาข่ายวงแหวนเหล็กขวางทางน้ำไหลในร่องเขา มีความยืดหยุ่นสูง สามารถยึดและชะลอมวลหิน/โคลนที่ไหลมาด้วยความเร็วสูงได้โดยไม่พังทลาย

🏢 สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จัดการสัมมนาขั้นกลาง ภายใต้โครงการศึกษาจัดทำกรอบการดำเนินงานและแผนบริหารจั...
27/07/2026

🏢 สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จัดการสัมมนาขั้นกลาง ภายใต้โครงการศึกษาจัดทำกรอบการดำเนินงานและแผนบริหารจัดการภัยพิบัติ เพื่อลดผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมอย่างยั่งยืน
🗓️ เมื่อวันพุธที่ 24 มิถุนายน 2569
📍 ณ ห้องพญาไท 4 ชั้น 6 โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท
📖 การสัมมนาดังกล่าวได้รับเกียรติจากนายสุวิชาณ สุระบาล รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรร่วมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ทางรอดคมนาคมไทย ในวันที่โลกเดือด” สะท้อนภาพความท้าทายของระบบคมนาคมไทยท่ามกลางสถานการณ์ภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรง และแนวทางการเตรียมความพร้อมในอนาคต โดยมีนางชุตินธร มั่นคง ผู้อำนวยการสำนักแผนความปลอดภัย กล่าวเปิดการสัมมนา และนางสาวสุชารัตน์ ศรีธีระวิโรจน์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ รักษาการในตำแหน่งนักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากลุ่มบริหารความมั่นคงด้านการขนส่ง กล่าวรายงาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ สนข. และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการสัมมนาด้วย 🤝
💡ต่อเนื่องด้วยการบรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งได้นำเสนอองค์ความรู้สำคัญ ทั้งด้านแผนที่ความเสี่ยงภัยพิบัติเพื่อการวางแผนคมนาคม และระบบบริหารจัดการข้อมูลภัยพิบัติ (GIS) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย
📊ในช่วงบ่าย มีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “Transport Resilience : การลงทุนเสริมความเชื่อมั่นต่อโครงข่ายคมนาคมในภาวะวิกฤต” โดยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและแนวทางการลงทุน เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความเชื่อมั่นให้กับโครงข่ายคมนาคมไทย 🚆
✨ การสัมมนาครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับการบริหารจัดการด้านคมนาคมของประเทศให้สามารถรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐาน และเสริมสร้างความยั่งยืนของระบบคมนาคมไทยในอนาคต🚄

🟥รูปแบบแนะนำการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่อรองรับอุทกภัย🟥อุทกภัยเป็นภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างพ...
08/07/2026

🟥รูปแบบแนะนำการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่อรองรับอุทกภัย🟥

อุทกภัยเป็นภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ไม่ว่าจะเป็นถนน สะพาน ทางรถไฟ ท่าอากาศยาน และระบบขนส่งสาธารณะ ความเสียหายที่เกิดขึ้นส่งผลให้การเดินทางและการขนส่งสินค้าเกิดความล่าช้า การเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยเพื่อให้ความช่วยเหลือทำได้ยาก และเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง ดังนั้น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถรองรับอุทกภัย (Flood-Resilient Transport Infrastructure) จึงเป็นแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยง เพิ่มความต่อเนื่องของระบบคมนาคม และสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

🌧️รูปแบบการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่อรองรับอุทกภัยในปัจจุบันของประเทศไทย🌧️

🛣️🌉 โครงสร้างทางหลวงและสะพาน
🔨 การเพิ่มช่องเปิดระบายน้ำ (Culverts & Bridges): สร้าง สะพานบก (Viaduct) หรือเพิ่มท่อเหลี่ยมระบายน้ำขนาดใหญ่ในจุดที่เป็นทางน้ำผ่านธรรมชาติ เพื่อให้น้ำไหลผ่านถนนได้อย่างอิสระ ไม่เกิดน้ำเอ่อท่วมด้านหนึ่งและถนนขาดอีกด้านหนึ่ง
🔨 การยกระดับคันทาง (Road Elevation): ปรับปรุงความสูงของถนนสายประธาน เช่น เช่น สายเอเชียถนนมิตรภาพ ให้สูงกว่าสถิติน้ำท่วมสูงสุดเพื่อให้เส้นทางปลอดภัยและใช้ในการขนส่งความช่วยเหลือ

🚉 ระบบขนส่งทางราง (รถไฟทางคู่และรถไฟฟ้า)
🔨 การออกแบบโครงสร้างทางวิ่ง: รถไฟความเร็วสูงและรถไฟฟ้าในเมืองควรใช้โครงสร้างยกระดับเป็นหลัก ส่วนรถไฟทางคู่ระดับดิน ต้องออกแบบคันทาง (Embankment) ให้มีระบบระบายน้ำขนานไปกับทางรถไฟ และใช้วัสดุรองพื้นทาง (Subballast) ที่ระบายน้ำได้ดี ไม่เกิดการทรุดตัวเมื่อระดับน้ำใต้ดินสูงขึ้น

🌧️รูปแบบแนะนำการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับอุทกภัยในอนาคต🌧️
🧽ระบบวัสดุทนน้ำท่วมขัง: เปลี่ยนมาใช้ชั้นพื้นทางแบบคัดเลือกวัสดุพิเศษที่ทนทานต่ออุทกภัยและใช้ผิวทางกึ่งแข็ง (Semi-flexible Pavement) ในพื้นที่เสี่ยงสูงต่อภัยพิบัติอุทกภัย
🗄️สถานีและห้องควบคุมระบบไฟฟ้า: ย้ายห้องควบคุมอาณัติสัญญาณและระบบจ่ายไฟขึ้นไปอยู่ชั้นบน หรือออกแบบระบบป้องกันน้ำเข้า (Flood Barrier แบบอัตโนมัติ) ที่ประตูทางเข้าสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน

⭕แนวทางการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในต่างประเทศ (Best Practices)⭕

🇯🇵 ญี่ปุ่น: ระบบระเบียงระบายน้ำใต้ดินและแก้มลิงยักษ์
🔗 ทางหลวงและรถไฟใต้ดิน: โตเกียวมีระบบ G-Cans (Metropolitan Area Outer Underground Discharge Channel) ซึ่งเป็นอุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินขนาดมหึมา ทำหน้าที่ผันน้ำจากแม่น้ำสายเล็กๆ ก่อนที่จะไหลเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจและระบบรถไฟฟ้าใต้ดิน
🔗 โครงสร้างยกระดับ: ทางด่วนและรถไฟชินคันเซ็นเกือบทั้งหมดถูกออกแบบให้อยู่บนโครงสร้างยกระดับ (Viaduct) สูงจากระดับน้ำท่วมสูงสุดในรอบ 100 ปี ทำให้น้ำท่วมด้านล่างไม่กระทบต่อการสัญจรหลัก

🇧🇶เนเธอร์แลนด์: โครงการ Room for the River
🔗 โครงสร้างพื้นฐานสะเทินน้ำสะเทินบก: การออกแบบสะพานและถนนเลียบแม่น้ำให้มีลักษณะเป็น "พื้นที่น้ำท่วมถึงได้โดยไม่พัง" (Floodable Infrastructure) และใช้วัสดุที่ทนทานต่อน้ำกัดเซาะ
🔗 การขยายพื้นที่รับน้ำ: แทนที่จะสร้างเขื่อนให้สูงขึ้น เนเธอร์แลนด์ใช้วิธีรื้อถอนคันกั้นน้ำบางส่วนย้ายถนนและเส้นทางรถไฟออกไป แล้วปล่อยให้แม่น้ำขยายตัวได้เมื่อน้ำหลาก

🇸🇬 สิงคโปร์: ระบบระบายน้ำอัจฉริยะ (Smart Drainage & ABC Waters)
🔗 ทางหลวงที่เป็นมิตรต่อน้ำ: ถนนสายหลักในสิงคโปร์ถูกออกแบบให้มี Porous Asphalt เพื่อให้น้ำซึมผ่านได้เร็ว ลด Hydroplaning
🔗 อ่างเก็บน้ำใต้ดิน: ใต้ระบบคมนาคมและสวนสาธารณะจะมีการสร้างอ่างเก็บน้ำใต้ดินเพื่อกักเก็บน้ำฝนที่ตกหนักหน่วง (Flash Flood) ก่อนจะค่อยๆ สูบระบายออกสู่ทะเล

ระบบคาดการณ์พื้นที่น้ำท่วมของ GISTDA เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนและหน่วยงานสามารถเตรียมรับมือและป้องกัน...
30/06/2026

ระบบคาดการณ์พื้นที่น้ำท่วมของ GISTDA เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนและหน่วยงานสามารถเตรียมรับมือและป้องกันอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้น ด้วยข้อมูลเชิงลึกทั้งระดับความลึก ทิศทางการไหล และพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม

ข้อมูลเหล่านี้สอดคล้องกับ “โครงการการศึกษาจัดทำกรอบการดำเนินงานและแผนบริหารจัดการภัยพิบัติ เพื่อลดผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมอย่างยั่งยืน” ที่มุ่งเน้นการใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และการจัดทำกรอบการดำเนินงานเพื่อป้องกัน ลดความเสียหาย และเพิ่มความปลอดภัยให้กับระบบคมนาคมในพื้นที่เสี่ยงภัยอย่างยั่งยืน

“ระบบคาดการณ์พื้นที่น้ำท่วม” ฟีเจอร์ใหม่ในแพลตฟอร์ม Disaster
ให้ “ข้อมูลเชิงลึก” ในการรับมือก่อนมวลน้ำจะมาถึง................................................................................................................

บทเรียนจากเหตุการณ์วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ทั้งในพื้นที่ เชียงราย เชียงใหม่ รวมถึงที่หาดใหญ่ในปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า “ประชาชนยังขาดข้อมูลเชิงลึกสำหรับการตั้งรับ” ไม่ว่าจะเป็นระดับความลึกของน้ำที่ชัดเจน หรือความเร็วที่น้ำจะมาถึง ทำให้ประชาชนผู้เสี่ยงภัย แม้จะ “ ยกของหนีน้ำไว้บนโต๊ะ แต่สุดท้ายน้ำท่วมมิดชั้นหนึ่ง " สิ่งเหล่านี้ตอกย้ำว่าการแจ้งเตือนแบบเดิม ๆ ไม่เพียงพออีกต่อไป!

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA จึงพัฒนา "ระบบคาดการณ์พื้นที่น้ำท่วมในเมืองจากแบบจำลอง" ขึ้น โดยเป็นฟีเจอร์ใหม่ของแพลตฟอร์มภัยพิบัติหรือ Disaster เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกกับประชาชน และเปลี่ยนจากการรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าเพื่อเตรียมพร้อมรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ

ฝ่ายจัดการภัยธรรมชาติ GISTDA ได้มีการยกระดับการรับมือภัยพิบัติผ่านการพัฒนา "แพลตฟอร์มภัยพิบัติ" (https://disaster.gistda.or.th ) เพื่อเป็นศูนย์กลางการนำเสนอข้อมูลภัยพิบัติแบบครบวงจร ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง ไฟป่า และมลพิษทางอากาศ โดยเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้กับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชน ให้สามารถมองเห็นภาพรวมของสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำและทันสถานการณ์ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการวางแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระดับประเทศ

ทั้งนี้จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ ในปี 2568 ซึ่งแม้จะมีการแจ้งเตือนเรื่องน้ำท่วมที่ระบุได้เป็นรายตำบล แต่ก็ยังไม่มีการระบุขอบเขตพิกัดพื้นที่เสี่ยงที่ชัดเจน หรือความรุนแรงในแต่ละพื้นที่ ทำให้ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่ ขาดข้อมูลเชิงลึกในการตั้งรับ เช่น ไม่รู้ว่าในจุดที่อาศัยอยู่ น้ำจะท่วมสูงแค่ไหน หรือน้ำจะมาเร็วเพียงใด ทำให้เตรียมรับมือไม่ทันต่อสถานการณ์จริง ประกอบกับข้อจำกัดของเทคโนโลยีดาวเทียมระบบเรดาร์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถตรวจจับน้ำท่วมในเขตเมืองที่มีอาคารหนาแน่นได้ เนื่องจากสัญญาณเรดาร์จะสะท้อนอาคารกลับมาแทนที่จะเป็นผิวน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือน้ำท่วมและลดข้อจำกัดของเทคโนโลยีดังกล่าว GISTDA จึงได้พัฒนา “ แบบจำลองคาดการณ์พื้นที่น้ำท่วมในเมือง” ขึ้น และได้นำมาทดสอบใช้งานจริงในเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา

สำหรับเทคโนโลยีเบื้องหลังการทำงานของระบบดังกล่าว คือการ "การพัฒนาแบบจำลองสภาพการไหล" และ “การพัฒนาระบบแสดงผลข้อมูลน้ำท่วม 3 มิติ” ซึ่งข้อมูลสำคัญที่ใช้ในพัฒนาแบบจำลอง จะประกอบไปด้วย ข้อมูลระดับความสูงประเทศเชิงเลข (DEM) ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้แบบจำลองรู้ว่าพื้นที่ใดสูงหรือต่ำเพื่อกำหนดทิศทางการไหลของน้ำ เครือข่ายลำน้ำ ข้อมูลด้านอุทกวิทยา ระดับน้ำ อัตราการไหลในลำน้ำ จากสถานีตรวจวัดน้ำท่าที่กำหนดให้เป็น Key Station ของแต่ละพื้นที่ และข้อมูลพื้นที่น้ำท่วมจากภาพถ่ายดาวเทียม

“แบบจำลองที่พัฒนาขึ้นมีความแตกต่างจากแนวทางการคาดการณ์ทั่วไป โดยใช้ข้อมูลระดับน้ำจริงจากลำน้ำที่สถานีวัดน้ำสำคัญ (Key Station) เป็นข้อมูลตั้งต้นในการจำลองสถานการณ์และคาดการณ์ล่วงหน้า แทนการพึ่งพาข้อมูลคาดการณ์ปริมาณฝนเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจมีความไม่แน่นอนและความคลาดเคลื่อนสูงในบางพื้นที่ ส่งผลให้ผลการคาดการณ์มีความสอดคล้องกับสภาพการไหลของน้ำที่เกิดขึ้นจริงมากยิ่งขึ้น

สำหรับพื้นที่เมืองที่มีลักษณะภูมิประเทศและโครงสร้างพื้นฐานซับซ้อน GISTDA ได้นำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) มาใช้สำรวจข้อมูลภูมิประเทศความละเอียดสูง เพื่อจัดทำแบบจำลองระดับความสูงเชิงพื้นที่ (High-Resolution DEM) ที่สามารถสะท้อนเส้นทางการไหลของน้ำในพื้นที่เมืองได้อย่างละเอียด รวมถึงการไหลผ่านถนน ซอย และพื้นที่ชุมชน ทำให้การวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงและการคาดการณ์ผลกระทบมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมเชิงแสง (Optical Satellite) ในการตรวจสอบและประเมินความถูกต้องของผลการจำลอง เมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวยและสามารถมองเห็นพื้นผิวโลกได้ชัดเจน โดยเปรียบเทียบพื้นที่น้ำท่วมที่ตรวจพบจากภาพถ่ายดาวเทียมกับผลลัพธ์จากแบบจำลอง เพื่อยืนยันตำแหน่ง ขอบเขต และลักษณะการกระจายตัวของน้ำท่วม อันเป็นการช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความแม่นยำของระบบคาดการณ์อุทกภัยสำหรับการบริหารจัดการสถานการณ์และการตัดสินใจเชิงพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

...ความโดดเด่นของระบบ คือ สามารถแสดงผลในรูปแบบแผนที่ดิจิทัล 3 มิติ ที่ช่วยให้ผู้เสี่ยงภัยเห็นภาพจำลองความลึกของน้ำซ้อนทับบนอาคารและบ้านเรือนจริง ประชาชนสามารถประเมินได้ทันทีว่า "น้ำจะท่วมสูงถึงระดับไหนในบ้านของตนเอง" ทำให้ตัดสินใจอพยพหรือยกของหนีน้ำได้อย่างถูกต้อง ปัจจุบัน GISTDA ได้ทดสอบใช้งานระบบดังกล่าวในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดนครศรีธรรมราช...

ระบบนี้ยังมีฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์การบริหารจัดการแบบมืออาชีพ เช่น การวิเคราะห์ผลกระทบเชิงพื้นที่ ซึ่งสามารถซ้อนทับข้อมูลความหนาแน่นของประชากรและพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อประเมินความเสียหาย มีข้อมูลน้ำท่วมซ้ำซากที่แสดงสถิติย้อนหลัง 12 ปี เพื่อใช้ในการวางแผนผังเมืองและการป้องกันระยะยาว และมีรูปแบบการให้บริการ ทั้งแผนที่บนหน้าเว็บ ไฟล์สำหรับการนำไปใช้งานต่อ รายงานสรุปความเสียหายรายตำบล/อำเภอในรูปแบบ PDF และมีข้อมูลระบบ API ที่ช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถเชื่อมต่อข้อมูลไปใช้ในระบบของตนเองได้ทันที

“ ความสำเร็จจากการใช้งานจริง เห็นได้ชัดจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ หาดใหญ่ ในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่ง GISTDA ได้นำข้อมูลจากแบบจำลองนี้ไปจัดทำแผนที่ระดับความลึกของน้ำในตัวเมืองหาดใหญ่ เพื่อประกอบการตัดสินใจของหน่วยงานในพื้นที่ แม้ระบบในขณะนั้นจะยังอยู่ในช่วงพัฒนาแต่ก็สามารถพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพในการใช้งานจริงได้เป็นอย่างดี ”

สำหรับทิศทางในอนาคต GISTDA จะพัฒนาเพิ่มเติมทั้งเรื่องการขยายพื้นที่ให้ครอบคลุม "พื้นที่เสี่ยงที่จะมีน้ำท่วมและเกิดผลกระทบสูง” ซึ่งมีกว่า 100 ชุมชน และการพัฒนาด้านคุณภาพของแบบจำลอง โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงข้อมูล DEM ให้มีความละเอียดสูงขึ้นในทุกเมืองสำคัญ เพื่อให้แบบจำลองสามารถคาดการณ์ได้ถูกต้อง แม่นยำมากขึ้น

ปีนี้.. แม้สถานการณ์วิกฤตน้ำท่วมจะยังไม่เกิดขึ้น แต่ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากขึ้นทุกปี “ระบบคาดการณ์พื้นที่น้ำท่วมจากแบบจำลอง” บนแพลตฟอร์มภัยพิบัติ จึงไม่ได้เป็นเพียง “เครื่องมือแสดงผล” แต่ยังเป็นนวัตกรรมที่จะช่วยเปลี่ยนวิถีการบริหารจัดการน้ำจากการรับมือตามสถานการณ์ ไปสู่การบริหารจัดการเชิงรุก ซึ่งหากประเทศไทยมีระบบคาดการณ์ระดับน้ำล่วงหน้าที่แม่นยำ จะช่วยให้เราสามารถวางแผนรับมือได้อย่างเหมาะสมก่อนที่มวลน้ำจะมาถึง.

-----------------------------------------------------------------------

Flood Area Prediction System: A New Feature of GISTDA's Disaster Platform for Flood Depth Information and Preparedness

The lessons learned from the major flooding crises in Chiang Rai, Chiang Mai, and Hat Yai over the last year have highlighted a critical issue in the information available to the public. Many people lacked access to detailed data on flood depth and the rate at which floodwaters were rising. As a result, some residents moved their belongings onto tables in an attempt to protect them, only to find that the water eventually submerged the entire first floor. These incidents underscore a critical reality — traditional warning systems alone are no longer sufficient.

The Geo-informatics and Space Technology Development Agency (Public Organization), or GISTDA, has developed a flood area prediction model system. This is a new feature of the disaster platform to show depth data to people and transform post-event disaster reporting into predictive flood forecasting , helping people prepare and cope more efficiently.

The Natural Disaster Management Division, GISTDA, has enhanced disaster management by developing the disaster platform (https://disaster.gistda.or.th) as a centralized disaster information platform , including flooding, drought, and air pollution. It is a tool that supports relevant government agencies, and people can view the overall situation efficiently and in an up-to-date manner. It serves as an important decision-support platform for national disaster prevention and mitigation.

During the major flooding events in Chiang Rai and Chiang Mai in 2025, Even though flood warnings were issued at the sub-district level, they did not identify the boundaries of risk areas or potential damage in other areas. As a result, people and local government agencies did not have access to flood-depth data to make informed decisions, such as how high the water level would be at a specific location or how quickly the water level would rise. As a result, preparedness and emergency response efforts were unable to keep pace with the rapidly changing situation. with the actual situation. Due to the limitations of current SAR satellite observations, flooding in urban areas with many buildings cannot be effectively detected. Radar signals are reflected by buildings instead of the water surface. For more efficient coping and to reduce the limitations mentioned above, GISTDA has developed a flood area prediction model system and will conduct a pilot test in flood-prone areas of Hat Yai District, Songkhla Province, in late 2025.

The background technology of the process mentioned above is the development of a flow condition model and a 3D flood representation system. Multiple geospatial datasets are integrated to develop the model, together with the Digital Elevation Model (DEM) — a significant factor in identifying high and low areas to define water flow. River networks, hydrological data, water levels, and flow rates in rivers are collected from designated streamflow monitoring stations in each area, along with flood area data from satellite imagery.

The model is developed differently from conventional forecasting methods. It utilizes real-time water levels from key hydrological stations as primary data for simulation and forecasting — instead of relying only on rainfall prediction. This may reduce the high levels of uncertainty and error that occur in some areas, resulting in forecasts that more closely align with actual water flow conditions.

Urban areas have complex geography and infrastructure. GISTDA utilizes drone technology (UAV) to conduct high-resolution topographic surveys in greater detail and generate a high-resolution DEM capable of accurately representing overland flow paths water flow routes in urban areas, including flows through roads, alleys, and other urban features, making risk area analysis and damage prediction more accurate.

GISTDA also utilizes optical satellite imagery to validate the model when weather conditions are favorable, and the Earth’s surface can be clearly observed. It compares flood areas detected from satellite imagery with the results from the model to confirm the location, boundaries, and distribution of flooding. This helps improve the accuracy and efficiency of flood prediction for management systems and spatial planning.

One of the key features of the system is that it can display a 3D map, allowing users to visualize simulated flood depths together with realistic 3D building models. Users can estimate how high floodwaters may reach at their location, enabling them to make more appropriate decisions on evacuation or moving belongings to safety during floods. GISTDA is currently testing this system in Chiang Mai and Nakhon Si Thammarat provinces.
This system has features to meet the needs of professional users, such as spatial impact analysis, which can overlay population density data and agricultural areas for damage assessment. Historical flood records covering the past 12 years and can be utilized for city planning and long-term prevention. The system also provides various service formats, including web-based maps, downloadable files for further use, damage reports at the sub-district and district levels in PDF format, and API services to help other agencies connect and integrate the data into their own systems.

The effectiveness of this approach was clearly demonstrated during the major flooding in Hat Yai last year. GISTDA used this model data to create a water-depth map in Hat Yai to support decision-making by local government agencies. Even though the system was still under development at that time, it proved to be very effective in real-world use.

In the future, GISTDA will continue to expand the system to cover major flood-prone areas across Thailand. It will cover more than 100 communities and further improve the quality of the model and high-resolution DEM data in major cities, enabling more accurate and efficient flood prediction.
Although no major flooding has occurred so far this year, the impacts of climate change are becoming more severe each year. The flood area prediction model system on the Disaster Platform is not only a solution for today; it is also an innovation that will help transform water management from reactive to proactive. With an accurate water-level forecasting system, authorities can better prepare before floodwaters arrive.

#ภูมิสารสนเทศ #เทคโนโลยีอวกาศ #เทคโนโลยี #ระบบคาดการณ์พื้นที่น้ำท่วม

กรอบการดำเนินงานรับมือภัยพิบัติที่สำคัญต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม📍ถนน สะพาน ราง ท่าอากาศยาน และท่าเรือ ปลอดภัย พร้อมใ...
11/06/2026

กรอบการดำเนินงานรับมือภัยพิบัติที่สำคัญต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม
📍ถนน สะพาน ราง ท่าอากาศยาน และท่าเรือ ปลอดภัย พร้อมใช้งาน และฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว📍
1️⃣ ป้องกัน/ลดความเสี่ยงภัยพิบัติ
🔸 สำรวจพื้นที่ที่มีความเปราะบาง
🔸 ประเมินความเสี่ยงภัยพิบัติของโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน สะพาน ราง
🔸 ปรับปรุงมาตรฐานการออกแบบให้รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต
2️⃣ เตรียมความพร้อมก่อนเกิดภัยพิบัติ
🔸 จัดทำแผนป้องกันภัยพิบัติบนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม
🔸 ระบบแจ้งเตือนและติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติที่อาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐาน
🔸 กำหนดเส้นทางสำรองเมื่อเกิดภัยพิบัติ
🔸 เตรียมเครื่องจักรสำหรับการรับมือเมื่อเกิดภัยพิบัติ
3️⃣ การตอบสนองเมื่อเกิดภัยพิบัติ
🔸 จัดตั้งศูนย์บัญชาการแบบรวมศูนย์
🔸 ปิดเส้นทาง/ควบคุมการจราจร
🔸 กู้ภัยและช่วยเหลือผู้ใช้ทาง
🔸 ซ่อมแซ่มฉุกเฉินในพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติเพื่อเปิดเส้นทางให้ใช้ชั่วคราวอย่างปลอดภัย
4️⃣ ฟื้นฟูและเรียนรู้
🔸 ซ่อมแซ่มพื้นที่ที่ได้ผลกระทบจากภัยพิบัติให้มีความมั่นคง และเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างให้ทนต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต
🔸 ฟื้นฟูการเดินทางและโลจิสติกส์
🔸 ประเมินความเสียหายและถอดบนเรียน
🔸 ปรับปรุงมาตรการในระยะยาว

แนวทางปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมรับมืออุทกภัย ตามแนวคิด Build Back Better (BBB)1️⃣ การออกแบบที่ยืดหยุ่น (Resilie...
11/05/2026

แนวทางปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมรับมืออุทกภัย ตามแนวคิด Build Back Better (BBB)

1️⃣ การออกแบบที่ยืดหยุ่น (Resilient Engineering)
แนวคิดจาก: เนเธอร์แลนด์ & ญี่ปุ่น
🚗 ถนนที่เป็นมิตรกับน้ำ (Porous Pavements): ใช้วัสดุพื้นผิวถนนที่น้ำซึมผ่านได้ เพื่อลดการไหลบ่าและน้ำขังบนผิวจราจร
🧱 สะพานยกสูงและฐานรากแข็งแกร่ง: ออกแบบความสูงสะพานให้พ้นระดับวิกฤตน้ำหลาก 100 ปี และเสริมตอหม้อให้ทนต่อแรงกัดเซาะ
🌊 คันทางระบายน้ำ (Multi-functional Levees): สร้างถนนบนคันกั้นน้ำที่นอกจากจะใช้สัญจรแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นปราการป้องกันน้ำเข้าเขตเศรษฐกิจ

2️⃣ นวัตกรรม "แก้มลิง" ใต้ดิน (Underground Storage)
แนวคิดจาก: โตเกียว, ญี่ปุ่น (G-Cans Project)
🚇 อุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำ: พัฒนาโครงข่ายอุโมงค์ใต้เส้นทางคมนาคมหลัก เพื่อดึงน้ำออกจากผิวถนนลงสู่ที่กักเก็บน้ำใต้ดิน
🌧️ สถานีสูบน้ำอัจฉริยะ: ติดตั้งระบบสูบน้ำประสิทธิภาพสูงที่ทำงานสัมพันธ์กับระดับน้ำในแม่น้ำสายหลัก

3️⃣ ระบบเตือนภัยและเทคโนโลยีอัจฉริยะ (Smart Mobility & Early Warning)
แนวคิดจาก: สหรัฐอเมริกา & เกาหลีใต้
⚠️ เซนเซอร์ตรวจวัดระดับน้ำ Real-time: ติดตั้งบนสะพานและอุโมงค์ เพื่อแจ้งเตือนปิดการจราจรโดยอัตโนมัติผ่านแอปพลิเคชัน
🌐 Digital Twin: ใช้แบบจำลองสถานการณ์น้ำท่วม เพื่อวางแผนจุดเสี่ยงและเส้นทางอพยพล่วงหน้า

4️⃣ การจัดการโครงข่ายทางเลือก (Redundancy Network)
แนวคิดจาก: สหภาพยุโรป
🛤️ เส้นทางสำรอง: พัฒนาโครงข่ายถนนให้มีทางเลี่ยง (Alternative routes)
🛳️ ระบบขนส่งหลายรูปแบบ (Multimodal Transport): มีระบบขนส่งอื่น ๆ รองรับเส้นทางที่ถูกตัดขาดและสามารถส่งต่อความช่วยเหลือได้ทันที

5️⃣ แนวคิด "Nature-based Solutions" (โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว)
แนวคิดจาก: สิงคโปร์ (City in a Garden)
🌳 ร่องระบายน้ำริมทางชีวภาพ (Bioswales): ใช้พื้นที่สีเขียวริมถนนช่วยกรองและชะลอน้ำ
🛣️ สวนแนวตั้ง (Vertical Greenery): เพิ่มพื้นที่สีเขียวรอบสถานีขนส่ง ช่วยลดอุณหภูมิและกักเก็บน้ำฝน
💧 ทางเท้าซับน้ำ (Permeable Walkways): ใช้วัสดุที่น้ำซึมผ่านลงสู่พื้นดินได้ ลดน้ำขังบนทางเดินเท้า

Proactive Strategy Plan for Transport Resilience แผนเชิงรุกเพื่อความยั่งยืนของโครงข่ายคมนาคมการจัดทำแผนปฏิบัติการป้องกัน...
01/04/2026

Proactive Strategy Plan for Transport Resilience แผนเชิงรุกเพื่อความยั่งยืนของโครงข่ายคมนาคม

การจัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันและลดผลกระทบจากภัยพิบัติสำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ไม่ใช่แค่เตรียมความพร้อม แต่รวมถึงการป้องกัน “โครงข่ายคมนาคมหลัก” ให้ใช้งานได้ต่อเนื่องแม้ในวิกฤต

💭ทำไม...ต้องจัดทำแผนฯ
โครงสร้างพื้นฐานคมนาคมมีความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติจาก Climate Change และ Extreme Weather ที่คาดเดาได้ยาก จึงต้องมีแผนฯ เพื่อความพร้อมในการรับมือ และเป็นเกราะป้องกันเชิงรุก ซึ่งจะทำให้

💰 เกิดความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ: หากเส้นทางคมนาคมตัดขาด ระบบโลจิสติกส์จะหยุดชะงัก ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการส่งออก

👥 เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน: เพื่อลดความเสี่ยงต่อผู้ใช้ทางและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในขณะเกิดเหตุ

📑 เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานสากล: หน่วยงานรัฐจำเป็นต้องมีแผนรองรับภัยพิบัติ ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น

💭ประโยชน์...จากการมีแผนฯ ที่ชัดเจน

👉ด้านการบริหารจัดการและงบประมาณ (Management and Budget)
💵 ลดความสูญเสียทางการเงิน: การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการซ่อมแซมในภายหลัง
⚖️ การจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ: การจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ และกำลังคนไว้ในพื้นที่เสี่ยง เพื่อจัดการได้ทันที

👉ด้านการตอบสนองต่อเหตุการณ์ (Response)
🚘 ความรวดเร็วในการกู้คืนระบบ: มีขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน ทำให้สามารถเปิดเส้นทางสัญจรได้เร็ว ลดระยะเวลาที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน
👨‍💼 การสื่อสารที่ชัดเจนเป็นระบบ: ขั้นตอนและวิธีการประสานงานระหว่างหน่วยงานมีความชัดเจน

👉ด้านความยั่งยืน (Resilience)
🛤️ โครงสร้างสามารถทนทานภัยพิบัติได้: ข้อมูลจากแผนฯ จะถูกนำไปใช้ในการปรับปรุงมาตรฐานวิศวกรรม เช่น การเพิ่มขนาดท่อระบายน้ำใต้ถนน หรือการออกแบบสะพานที่ทนแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว
📈 ความเชื่อมั่นของนักลงทุน: โครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่น (Resilient Infrastructure) ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุน

สถานการณ์ภัยพิบัติของประเทศไทย และแนวโน้มความรุนแรงที่ส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมอนาคตสถานการณ์ภัยพิบัติในประเทศไ...
05/03/2026

สถานการณ์ภัยพิบัติของประเทศไทย และแนวโน้มความรุนแรงที่ส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมอนาคต

สถานการณ์ภัยพิบัติในประเทศไทยปัจจุบันกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญจากความรุนแรงของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปอย่างสุดขั้ว (Climate Extremes) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงและรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ

👉1. สถานการณ์ภัยพิบัติและแนวโน้มความรุนแรง
🌧️ อุทกภัย (Floods): ไม่ได้มาตามฤดูกาลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "ฝนสุดขั้ว" (Extreme Rainfall) ที่ตกหนักในระยะสั้นจนระบบระบายน้ำรับไม่ไหว รวมถึง "น้ำหนุน" ในพื้นที่ลุ่มภาคกลางและกรุงเทพฯ ที่รุนแรงขึ้นจากการรุกของน้ำทะเล
⛰️ ดินโคลนถล่ม (Landslides): มักเกิดควบคู่กับน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ภาคเหนือและภาคใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน (เช่น การทำรีสอร์ทหรือเกษตรบนที่สูง) ทำให้ดินขาดเสถียรภาพเมื่อรับน้ำฝนสะสมเกินขีดจำกัด
🌋แผ่นดินไหว (Earthquakes): แม้ไทยจะไม่ได้อยู่บนรอยเลื่อนหลักของโลก แต่รอยเลื่อนในประเทศ (เช่น รอยเลื่อนพานในเชียงรายที่เพิ่งไหวขนาด 3.1 เมื่อกุมภาพันธ์ 2569) และแรงสั่นสะเทือนจากประเทศเพื่อนบ้าน (เมียนมา) ส่งผลต่อโครงสร้างอาคารและสะพานในกรุงเทพฯ และภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง

👉2. แนวโน้มความรุนแรงของภัยพิบัติในประเทศไทย
แนวโน้มในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ความถี่และระดับความเสียหายที่สูงขึ้น:
🧷ภัยพิบัติแบบผสมผสาน (Compound Hazards): การเกิดภัยพิบัติหลายอย่างพร้อมกัน เช่น คลื่นความร้อนจัดตามด้วยพายุฝนรุนแรง ทำให้ดินแห้งแตกระแหงก่อนจะรับน้ำมหาศาล ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงดินถล่มได้มากกว่าปกติ
🧷การขยายตัวของเขตเมือง (Urbanization): เมืองที่ขยายตัวไปทับทางน้ำไหล (Waterway) ทำให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติกลายเป็น "ภัยพิบัติทางโครงสร้าง" ที่รุนแรงขึ้น
🧷 อุณหภูมิที่สูงทำลายสถิติ: ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์โดมความร้อน (Heat Dome) ซึ่งนอกจากกระทบเกษตรกรรมแล้ว ยังส่งผลโดยตรงต่อวัสดุก่อสร้างที่ไม่ได้ออกแบบมาให้ทนร้อนจัดระดับ 45-50°C

👉3. แนวโน้มความรุนแรงที่ส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมอนาคต
โครงสร้างพื้นฐานในอนาคตจะเผชิญกับภัยพิบัติใน 3 ด้านหลัก:
🚘ทางถนน
ถนนในพื้นที่ลุ่มต่ำจะเผชิญกับ "การท่วมขังยาวนาน" ทำให้ฐานรากถนนอ่อนตัว ถนนสายหลักเชื่อมภูมิภาคเสี่ยงถูกตัดขาดจากดินถล่ม และผิวจราจรยางมะตอยจะเสื่อมสภาพเร็วขึ้นจากความร้อน
🚉ทางราง
"รางรถไฟบิดงอ" (Buckling) จากความร้อนจัดจะเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต รวมถึงความเสี่ยงของโครงสร้างทางวิ่งในโครงการรถไฟความเร็วสูงต่อแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวและการทรุดตัวของดิน
🛳️ท่าเรือ
ท่าเรือชายฝั่งต้องเผชิญกับคลื่นพายุซัดฝั่ง (Storm Surge) ที่รุนแรงขึ้น และการกัดเซาะตลิ่งที่ทำให้ท่าเรือขนส่งสินค้าเสียหาย

🛤️การกีดขวางการไหลของน้ำ🛤️📍ผลกระทบที่เกิดขึ้น📍ถนน (Roadways)- ถนนที่สร้างบนคันดินสูงทำหน้าที่เป็นเขื่อนกั้นน้ำ ทำให้น้ำท...
05/02/2026

🛤️การกีดขวางการไหลของน้ำ🛤️
📍ผลกระทบที่เกิดขึ้น📍
ถนน (Roadways)
- ถนนที่สร้างบนคันดินสูงทำหน้าที่เป็นเขื่อนกั้นน้ำ ทำให้น้ำท่วมพื้นที่เป็นวงกว้าง
- น้ำกัดเซาะจนเกิดการตัดขาดของเส้นทางการเดินทาง

สะพาน (Bridges)
- ตอม่อสะพานและคอสะพานที่รุกล้ำเข้ามาในลำน้ำทำให้ความกว้างของลำน้ำลดลง
- ตอม่อเป็นจุดดักซากไม้และวัชพืช ทำให้ขวางทางน้ำเพิ่มขึ้น
- กระแสน้ำที่ไหลลอดใต้สะพานจะมีความเร็วสูงขึ้น กัดเซาะตลิ่งและฐานรากสะพานจนเป็นอันตราย

รางรถไฟ (Railways)
- ทางรถไฟขาด เนื่องจากการระบายน้ำไม่ทันและเกิดระดับน้ำต่างกันมาก น้ำจะพยายามลอดใต้คันดินหรือล้นข้าม จนกัดเซาะหินโรยทาง (Ballast) ทำให้รางทรุด
- คันทางรถไฟเป็นเขื่อนกั้นน้ำ เนื่องจากรางรถไฟส่วนใหญ่สร้างบนคันดินสูงเพื่อป้องกันน้ำท่วมตัวราง แต่หากมี "ท่อเหลี่ยม" (Box Culvert) น้อยเกินไป อาจทำให้น้ำเกิดน้ำท่วมพื้นที่เป็นวงกว้าง

📍แนวทางการแก้ไข📍
- การเพิ่มและขยายทางน้ำ ขยายขนาดท่อลอดทางขวาง และเพิ่มจำนวนสะพานระบายน้ำ (Short Span Bridge) เพื่อให้ปริมาณน้ำหลากผ่านได้มากขึ้น
- การยกระดับถนน/ราง: ยกระดับถนนและทางรถไฟในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมซ้ำซาก
- การดูแลระบบระบายน้ำ: ตรวจสอบและกำจัดขยะ/วัชพืชที่อุดตันตามช่องทางน้ำและท่อลอดเป็นประจำ
- โครงสร้างแนวทางน้ำ: ออกแบบสะพานหรือทางรถไฟให้สอดคล้องกับทิศทางและปริมาณการไหลของน้ำตามธรรมชาติ
- ระบบตรวจวัด: ติดตั้งระบบตรวจวัดปริมาณน้ำและแจ้งเตือนภัย เพื่อประเมินความเสี่ยงและเตรียมพร้อม

ที่อยู่

Bangkok
10400

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ จัดการภัยพิบัติโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์