Get Money Trip ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Get Money Trip, Bangkok.

ท่องเที่ยวไปพร้อมเเสริฟข่าวเศรษฐกิจ การเงิน หุ้น #เก็ทมันนี่ทริป #เงินพาไป 👉 เสพความรู้ทางการเงิน ตะลุยเที่ยว กิน ช็อป > Seeking Money & Traveling around the world หาเงินและเที่ยวไปเรื่อยแล้วแต่อารมณ์และทุนทรัพย์ 💰💰💰

26/06/2026

เผยเคล็ดลับการลงทุนหุ้นสหรัฐฯ: เปรียบเทียบต้นทุน “ลงทุนตรง” vs “ลงทุนผ่าน DR” เลือกแบบไหนคุ้มค่ากว่ากัน?

กลายเป็นประเด็นที่นักลงทุนไทยให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับการเลือกช่องทางเข้าไปทำกำไรในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ว่าการโอนเงินไปลงทุนต่างประเทศโดยตรง กับการลงทุนผ่านตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือ DR (Depositary Receipt) ในตลาดหุ้นไทย แบบไหนจะมีต้นทุนที่ถูกกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน

จากข้อมูลล่าสุดที่มีการวิเคราะห์ถึงโครงสร้างต้นทุนของการลงทุนทั้งสองรูปแบบ พบประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

1. ความได้เปรียบด้านอัตราแลกเปลี่ยน (FX): ในการลงทุนตรง นักลงทุนรายย่อยจำเป็นต้องแลกเงินบาทเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมักจะมีส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน (Spread) ที่สูงกว่า ในขณะที่การลงทุนผ่าน DR ผู้ดูแลสภาพสภาพคล่อง (เช่น หลักทรัพย์บัวหลวง) จะเป็นผู้ดำเนินการแลกเปลี่ยนเงินในนามสถาบันการเงินที่มีวอลลุ่มการทำธุรกรรมขนาดใหญ่ ทำให้สามารถต่อรองต้นทุนอัตราแลกเปลี่ยนกับคู่ค้าต่างประเทศได้ดีกว่านักลงทุนรายย่อย

2. โครงสร้างค่าธรรมเนียมที่สะท้อนผ่านราคา: ต้นทุนในการซื้อขายหุ้นต่างประเทศ ทั้งค่าธรรมเนียมการซื้อขาย (Commission) และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของ DR จะถูกสะท้อนเข้าไปในราคาเสนอซื้อเสนอขาย (Bid-Offer Spread) ในตลาดหุ้นไทยเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบในเชิงโครงสร้างแล้ว พบว่ามีความใกล้เคียงกับการไปลงทุนตรงอย่างมาก แต่มีความสะดวกมากกว่าเพราะไม่ต้องดำเนินการแลกเงินหรือเปิดบัญชีต่างประเทศด้วยตนเอง

3. พลังของสเกลระดับสถาบัน: เนื่องจากผู้ออก DR ทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการไปซื้อหุ้นอ้างอิง (เช่น หุ้น Nvidia) เพื่อมาเป็นสินทรัพย์สำรอง (Asset Backed) การใช้คำสั่งซื้อในระดับสถาบันช่วยให้การบริหารจัดการต้นทุนรวม ทำได้ถูกกว่าการที่นักลงทุนรายย่อยไปดำเนินการเองทีละเล็กทีละน้อย

บทสรุปสำหรับนักลงทุน: แม้ว่าการลงทุนทั้งสองทางจะมีโครงสร้างต้นทุนที่คล้ายคลึงกัน แต่การลงทุนผ่าน DR ในไทยมีข้อดีเด่นชัดในเรื่องของต้นทุนการแลกเปลี่ยนเงินที่ถูกกว่าจากประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) และความสะดวกในการซื้อขายผ่านพอร์ตหุ้นเดิมที่มีอยู่ โดยความแตกต่างของต้นทุนโดยรวมถือว่าน้อยมากหากนักลงทุนพิจารณาจากราคา Bid-Offer และค่าคอมมิชชันของโบรกเกอร์ที่ใช้อยู่เป็นหลัก

#ลงทุนDRในไทย #ลงทุนหุ้นต่างประเทศ #บลบัวหลวง
#เงินพาไป

26/06/2026

DR ตลาดไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด วอลุ่มพุ่งแตะ 3,000 ล้านบาทต่อวัน มั่นใจกลไก Market Maker และสินทรัพย์หนุนหลัง 1:1 สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน

ตลาดใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์แฝงสิทธิ์ (DR) ในประเทศไทยแสดงการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมูลค่าการซื้อขายต่อวันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากเดิมเฉลี่ย 600-700 ล้านบาทต่อวัน พุ่งสูงถึงเกือบ 3,000 ล้านบาทในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากนักลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ

กลไกการสร้างสภาพคล่องที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนคือ ระบบการดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) โดยผู้ออก DR เช่น หลักทรัพย์บัวหลวง มีหน้าที่วางราคาทั้งฝั่งซื้อ (Bid) และฝั่งขาย (Offer) เพื่อให้มั่นใจว่านักลงทุนสามารถเข้าถึงการซื้อขายได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ ราคาและปริมาณที่ปรากฏบนกระดานซื้อขายไม่ได้มีเพียงแค่จากนักลงทุนรายย่อยเท่านั้น แต่ยังมีส่วนของ Market Maker ที่คอยกำกับดูแลภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวดของสำนักงาน ก.ล.ต.

มั่นใจด้วยสินทรัพย์หนุนหลัง (Asset Backed) 1:1 หัวใจสำคัญของ DR คือความปลอดภัยและการมีสินทรัพย์รองรับ ผู้ออก DR ยืนยันว่าทุกหน่วยที่วางขายในตลาดมีการซื้อสินทรัพย์จริงมาเก็บไว้ในครอบครองก่อนเสมอ (Asset Backed 1:1) ซึ่งหมายความว่าผู้ออกไม่ได้ "ขายลม" แต่ต้องมีหุ้นแม่ (เช่น NVIDIA) อยู่ในพอร์ตจริง ๆ จึงจะสามารถขออนุมัติสร้างหน่วย DR เพื่อนำมาวางขายให้แก่นักลงทุนได้

รองรับความต้องการทั้งรายย่อยและรายใหญ่ แม้ปริมาณการตั้งขาย (Offer) บนกระดานอาจดูไม่หนาแน่นในบางช่วง แต่ผู้ออก DR ยืนยันว่าสภาพคล่องที่แท้จริงนั้นมีมหาศาล โดยในส่วนของนักลงทุนรายย่อยสามารถซื้อขายผ่านกระดานได้ตามปกติ แต่สำหรับนักลงทุนรายใหญ่ที่ต้องการซื้อในปริมาณมาก เช่น 100 ล้านบาท ก็สามารถดำเนินการได้ผ่านผู้ดูแลสภาพคล่อง ซึ่งจะไปดำเนินการซื้อหุ้นแม่ในตลาดต่างประเทศและสร้างหน่วย DR ใหม่เพื่อส่งมอบให้แก่ลูกค้าโดยเฉพาะ

ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนจึงไม่ต้องกังวลเรื่องสภาพคล่อง เนื่องจากตลาดหลักในต่างประเทศที่เป็นต้นทางของสินทรัพย์นั้นมีสภาพคล่องสูงมากในระดับแสนล้านบาท ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับการขยายตัวของตลาด DR ในไทยได้อย่างแน่นอน

#สภาพคล่องDR #หลักทรัพย์บัวหลวง
#เงินพาไป

26/06/2026

เจาะลึกกลไกราคา DR เคล็ดลับการลงทุนหุ้นนอก สะท้อนมูลค่าจริงผ่านค่าเงินบาท

นายอรรถนันต์ ปิยเศรษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่าย Structured Products และฝ่ายหลักทรัพย์ต่างประเทศ บมจ.หลักทรัพย์ บัวหลวง เผยกลไกการกำหนดราคา DR (Depositary Receipt) เครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การลงทุนในต่างประเทศเป็นเรื่องง่าย โดยเน้นย้ำให้นักลงทุนเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่าง "ราคาหุ้นแม่" และ "อัตราแลกเปลี่ยน" เพื่อวางกลยุทธ์การลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

กลไกราคา DR: สองปัจจัยหลักที่นักลงทุนต้องรู้ ราคาของ DR ที่ซื้อขายในตลาดนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงลำพัง แต่เป็นการสะท้อนภาพรวมจาก 2 ส่วนหลัก:

1. ราคาหุ้นแม่ในตลาดต้นทาง: เช่น หากลงทุนใน DR ที่อ้างอิงหุ้น Tesla ราคาจะเคลื่อนไหวตามราคาหุ้น Tesla ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD)
2. อัตราแลกเปลี่ยน (FX): คือการเปรียบเทียบค่าเงินบาทกับสกุลเงินต้นทาง ซึ่งถือเป็นอีกแกนสำคัญที่กำหนดราคา DR ในกระดานไทย

การลงทุนใน DR เปรียบเสมือนการดูราคาหุ้นต่างประเทศผ่าน "แว่นตาของคนไทย" ซึ่งราคาที่ปรากฏบนกระดานคือบรรทัดสุดท้ายที่คำนวณมาให้แล้ว (ราคาหุ้นนอก x อัตราแลกเปลี่ยน) ทำให้สามารถซื้อขายได้ทันทีด้วยเงินบาท

ความได้เปรียบและข้อจำกัดเรื่อง "ค่าเงินบาท" ทิศทางของค่าเงินมีผลโดยตรงต่อผลตอบแทน:

• บาทอ่อนค่า: ถือเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ถือ DR เพราะหากหุ้นแม่ขึ้นและบาทอ่อนพร้อมกัน นักลงทุนจะได้กำไรถึง 2 ต่อ
• บาทแข็งค่า: อาจกลายเป็นตัวฉุดรั้งกำไร แม้หุ้นแม่จะปรับตัวสูงขึ้น แต่ค่าเงินที่แข็งขึ้นจะเข้ามาคานราคาทำให้กำไรในรูปเงินบาทลดลง

เน้นพื้นฐานธุรกิจ มากกว่าเก็งกำไรค่าเงิน อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำว่า "เหตุผลด้านการลงทุนต้องมาก่อนค่าเงิน" นักลงทุนควรตัดสินใจซื้อหรือขายโดยพิจารณาจากมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น (Full Value) และโอกาสในการเติบโต (Runway) เป็นหลัก

หากนักลงทุนเชื่อว่าหุ้นตัวเดิมเต็มมูลค่าแล้ว และต้องการย้ายไปลงทุนในหุ้นตัวใหม่ที่มีโอกาสเติบโตมากกว่า แม้ในช่วงนั้นเงินบาทจะแข็งค่าก็ควรตัดสินใจขาย เพราะต้นทุนในการไปซื้อหุ้นตัวใหม่ก็จะถูกลงเนื่องจากค่าเงินที่แข็งค่าเช่นกัน และหากในอนาคตเงินบาทกลับมาอ่อนค่า นักลงทุนก็จะได้รับประโยชน์จากส่วนต่างนั้นอีกครั้ง

#ปัจจัยที่มีผลต่อDR #หลักทรัพย์บัวหลวง
#เงินพาไป

26/06/2026

หลักทรัพย์บัวหลวง รุกตลาด "DR01" ชูทางลัดลงทุนหุ้นโลกผ่านตลาดหุ้นไทย พร้อมเปิดตัว "DR Global Index" มุ่งสร้างผลตอบแทนชนะดัชนีโลก

บมจ.หลักทรัพย์ บัวหลวง (BLS) ตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมการลงทุน เปิดตัวกลยุทธ์รุกตลาด "DR01" อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเชื่อมโยงโอกาสการลงทุนจากตลาดหุ้นชั้นนำทั่วโลกมาไว้บนกระดานหุ้นไทย พร้อมชูโซลูชันใหม่ "DR Global Index" พอร์ตลงทุนอัตโนมัติที่บริหารโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดโลก

เชื่อมโลกการลงทุนแบบ "เบ็ดเสร็จในที่เดียว" หลักทรัพย์บัวหลวงมุ่งเน้นการแก้ Pain Point ของนักลงทุนไทยที่ต้องการลงทุนในหุ้นต่างประเทศแต่ติดข้อจำกัดเรื่องความยุ่งยาก โดย DR01 ช่วยให้การลงทุนในหุ้นระดับโลก เช่น สหรัฐฯ, จีน, ฮ่องกง, เวียดนาม, ญี่ปุ่น และยุโรป เป็นเรื่องง่ายเพียงปลายนิ้วผ่านแอปพลิเคชัน Streaming นักลงทุนสามารถซื้อขายด้วยเงินบาท มีรอบการชำระราคาแบบ T+2 และที่สำคัญคือสามารถปรับพอร์ตข้ามประเทศได้ทันที เช่น ขายหุ้นสหรัฐฯ แล้วนำเงินมาซื้อหุ้นจีนหรือเวียดนามได้ต่อเนื่องในวันเดียวกัน

เปิดมิติใหม่ "Extended Hours" เทรดได้ทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อสอดรับกับตลาดโลก หลักทรัพย์บัวหลวงขยายโอกาสให้นักลงทุนสามารถเทรด DR ที่อ้างอิงหุ้นฝั่งสหรัฐฯ และยุโรปได้ในช่วงเวลา Extended Hours คือตั้งแต่ 19:00 น. ถึง 02:00 น. ตามเวลาประเทศไทย นอกเหนือจากเวลาทำการปกติของตลาดหลักทรัพย์ไทย (10:00 - 16:30 น.) ช่วยให้นักลงทุนบริหารความเสี่ยงและคว้าโอกาสได้ทันท่วงทีตามความเคลื่อนไหวของตลาดโลก

ความสำเร็จที่จับต้องได้และแผนการเติบโต 3 เฟส ปัจจุบันหลักทรัพย์บัวหลวงมี DR01 ในระบบถึง 49 ตัว ซึ่งครอบคลุมทั้งดัชนี (ETF) และหุ้นรายตัว โดยมีตัวชูโรงที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เช่น MICRON01 (หุ้น Micron) ที่สร้างผลตอบแทนเป็นบวกถึง 240% นับตั้งแต่เปิดตัว ทั้งนี้ บริษัทมีแผนการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน 3 ระยะ ได้แก่:

Phase 1: สร้างฐานด้วยการออก DR อ้างอิงดัชนีโลก (Index DR) เช่น NASDAQ และ S&P 500

Phase 2: ขยายพอร์ตหุ้นรายตัว (Individual Stocks) ในกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น AI และอุตสาหกรรมอวกาศ

Phase 3: พัฒนาบริการเสริม (Service on Top) เช่น Model Portfolio และระบบลงทุนอัตโนมัติ เพื่อสร้าง Ecosystem การลงทุนที่ครบวงจร

เปิดตัว "DR Global Index" โซลูชันพอร์ตอัจฉริยะ สำหรับการก้าวสู่เฟสที่ 3 หลักทรัพย์บัวหลวงได้แนะนำ DR Global Index ซึ่งเป็นรูปแบบพอร์ตลงทุนส่วนบุคคล (Private Fund) ที่ใช้กลยุทธ์ Asset Allocation โดยทีมวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญ โซลูชันนี้ถูกออกแบบมาเพื่อนักลงทุนที่ไม่มีเวลาติดตามตลาดด้วยตนเอง โดยพอร์ตจะเน้นการลงทุนใน DR อ้างอิงดัชนีชั้นนำทั่วโลก จากผลการทดสอบย้อนหลัง 10 ปี พบว่าสามารถสร้างผลตอบแทนได้น่าประทับใจและเอาชนะดัชนีหุ้นโลก (MSCI ACWI) ได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่ตลาดผันผวนจากสถานการณ์สงคราม

ก้าวต่อไปสู่อนาคต ด้วยยอดสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) ของพอร์ต DR Global Index ที่เติบโตขึ้นสู่ระดับ 420 ล้านบาท หลักทรัพย์บัวหลวงเตรียมขยายจักรวาลการลงทุนไปยังกลุ่ม "Satellite Portfolio" ซึ่งเน้นการจัดพอร์ตด้วย DR หุ้นรายตัวเพื่อเฟ้นหาผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) ที่สูงขึ้น เหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มากขึ้นและต้องการสร้างความมั่งคั่งจากการเติบโตของบริษัทชั้นนำระดับโลกบนกระดานหุ้นไทยอย่างแท้จริง

#บลบัวหลวง
#เงินพาไป

25/06/2026

หลักทรัพย์บัวหลวง (BLS) กางโรดแมปยุทธศาสตร์การลงทุนโลก ตอกย้ำผู้นำ DR ชูวิสัยทัศน์ “Winning Product” เพื่อคนไทย พร้อมเปิดตัว DR "SPACEX" รุกเศรษฐกิจอวกาศเร็ว ๆ นี้

หลักทรัพย์บัวหลวง (BLS) เผยความสำเร็จและทิศทางยุทธศาสตร์การลงทุนผ่านตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) มุ่งเน้นการสร้างช่องทางให้ผู้ลงทุนไทยสามารถทำ Asset Allocation ในระดับสากลได้โดยตรงผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ด้วยสกุลเงินบาท พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ครอบคลุมทั้งหุ้นเทคโนโลยีระดับโลก พันธบัตร และทองคำ รวมถึงไฮไลท์สำคัญอย่าง DR ที่อิงกับหุ้น Space X

จากดัชนีชั้นนำสู่หุ้นรายตัวระดับโลก นับตั้งแต่ปี 2018 หลักทรัพย์บัวหลวงได้เริ่มวางรากฐานการลงทุนต่างประเทศด้วย DR ที่อิงกับดัชนี VN30 ของเวียดนาม และขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2022-2024 ไปยังดัชนีสำคัญทั่วโลก อาทิ S&P 500 (สหรัฐฯ), STAR 50 (จีน), และดัชนีฮ่องกง โดยมีพันธกิจหลักคือการทำให้ "คนตัวเล็ก" สามารถกระจายการลงทุนไปทั่วโลกได้ด้วยเงินเพียงหลักพันบาท แต่ได้รับผลตอบแทนเสมือนการลงทุนใน Private Fund ต่างประเทศ

ในปี 2025-2026 หลักทรัพย์บัวหลวงได้ยกระดับไปอีกขั้นด้วยการรุกตลาดหุ้นรายตัว (Individual Stocks) โดยคัดสรรหุ้นกลุ่มผู้ทรงอิทธิพลอย่าง “Magnificent 7” (เช่น Tesla, Apple, Nvidia) และ “Dragon 6” (เช่น Alibaba, Tencent, Xiaomi) มาให้บริการ

กลยุทธ์ “Winning Product” และความแข็งแกร่งของระบบนิเวศ หัวใจสำคัญของหลักทรัพย์บัวหลวงคือการเลือกเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมั่นว่าจะเป็น "ผู้ชนะ" ในระยะยาว (Winning Product) เช่น Micron 01 ที่สร้างผลตอบแทนโดดเด่นกว่า 250% นับตั้งแต่เปิดตัวในช่วงต้นปี, โดยเน้นอุตสาหกรรมที่หาลงทุนได้ยากในประเทศไทย อาทิ Semiconductor, AI, Cloud Computing และ EV

นอกจากนี้ บริษัทยังชูจุดเด่นในฐานะผู้ออก DR รายแรกที่มีประสบการณ์ยาวนานที่สุด และมีความมั่นคงสูงด้วยอันดับเครดิต AA, พร้อมระบบนิเวศการลงทุนที่ครบวงจร ทั้งการดูแลสภาพคล่อง (Market Making) ที่เหมาะสม และทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำแนะนำ (Investment Advice) แก่ลูกค้าตลอดเส้นทางการลงทุน

ขยายอาณาจักรสู่สินทรัพย์ทางเลือกและ "เศรษฐกิจอวกาศ" หลักทรัพย์บัวหลวงยังได้ขยายประเภทสินทรัพย์ให้หลากหลายยิ่งขึ้น ได้แก่:

• BUS01: DR ที่อิงกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น เพื่อเป็นทางเลือกในการพักเงินที่มีความผันผวนต่ำตามทิศทางดอกเบี้ย

• GOLDM01: DR ที่อิงกับราคาทองคำในตลาดสหรัฐฯ โดยชูจุดเด่นเรื่องค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการที่ต่ำเพียง 0.1% ต่อปี ซึ่งต่ำที่สุดในตลาด

• SPACEX01: ผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ล่าสุดที่กำลังจะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ โดยเป็น DR ที่อิงกับหุ้น Space X เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึงการลงทุนในเศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) เป็นครั้งแรก

หลักทรัพย์บัวหลวงยืนยันความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ลงทุนไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การลงทุนในระดับสากลเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายและยั่งยืนสำหรับทุกคน

#หลักทรัพย์บัวหลวง
#เงินพาไป

25/06/2026

ตลาด DR ไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด คาดมูลค่าซื้อขายปี 2569 แตะ 3 แสนล้านบาท เผย "หุ้นสหรัฐฯ" ครองแชมป์ความนิยมสูงสุด

ตลาดตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt หรือ DR) ในประเทศไทย เผยมูลค่าการเติบโตที่น่าจับตามองในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่านักลงทุนไทยหันมาใช้ DR เป็นเครื่องมือหลักในการเชื่อมต่อการลงทุนสู่ตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ

การเติบโตของมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหาร (AUM) และสภาพคล่อง อุตสาหกรรม DR ในประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นครั้งแรกในปี 2561 โดยหลักทรัพย์บัวหลวงเป็นผู้บุกเบิกรายแรก แม้ในช่วงแรกจะต้องใช้เวลาในการให้ความรู้แก่นักลงทุน แต่ในช่วงปี 2567-2569 ตลาด DR เติบโตขึ้นอย่างมาก โดยมูลค่า AUM ทั้งหมดของตลาดเพิ่มขึ้นจากประมาณ 30,000 ล้านบาทในปี 2567 สู่ 54,000 ล้านบาทในปี 2568 และล่าสุดในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 มูลค่าได้ทะยานขึ้นไปถึง 66,000 ล้านบาทแล้ว

ในด้านสภาพคล่อง (Liquidity) พบว่าในปี 2568 มูลค่าการซื้อขาย DR ทั้งกระดานเติบโตขึ้นถึง 240% จากปีก่อนหน้า โดยมียอดรวมอยู่ที่ 186,000 ล้านบาท สำหรับปี 2569 เพียงครึ่งปีแรกมียอดซื้อขายไปแล้วกว่า 150,000 ล้านบาท ซึ่งหากแนวโน้มยังคงเดิม คาดว่าเมื่อจบปี 2569 มูลค่าการซื้อขาย DR อาจสูงถึง 300,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 2% ของมูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยทั้งหมด

พฤติกรรมนักลงทุน: จาก "เวียดนาม" สู่ "เทคโนโลยีสหรัฐฯ" ในช่วง 5 ปีแรก (ปี 2561-2566) นักลงทุนไทยให้ความสนใจ DR ที่อ้างอิงกับหุ้นเวียดนามเป็นหลักตามกระแสการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนาม ต่อมาในช่วงปี 2567 เริ่มมีการกระจายความเสี่ยงไปสู่หุ้นจีนในกลุ่ม AI และหุ่นยนต์

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันในปี 2569 พฤติกรรมการลงทุนได้เปลี่ยนไปสู่หุ้นสหรัฐฯ อย่างชัดเจน โดยข้อมูลระบุว่า 46% ของมูลค่า AUM ทั้งกระดาน (ประมาณ 30,000 ล้านบาท) เป็น DR ที่อ้างอิงกับหุ้นสหรัฐฯ และที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ในด้านมูลค่าการซื้อขาย พบว่าทุก ๆ 100 บาทที่เทรดในกระดาน DR จะเป็น DR หุ้นสหรัฐฯ ถึง 60 บาท สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยใช้ DR เป็นประตูสำคัญในการเข้าถึงบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

หลักทรัพย์บัวหลวง (BLS) ในฐานะผู้บุกเบิกรายแรกภายใต้รหัส "DR01" ยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาด โดยมี DR ภายใต้การดูแล 49 ตัว จากทั้งหมด 408 ตัว และครองส่วนแบ่ง AUM ประมาณ 17,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 26% ของตลาดรวมทั้งหมด

ข้อได้เปรียบของ DR สำหรับนักลงทุนไทย DR ได้รับความนิยมสูงเนื่องจากเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักลงทุนไทย ทั้งรายย่อยและรายใหญ่ สามารถลงทุนในหุ้นต่างประเทศชั้นนำได้ง่ายผ่านบัญชีซื้อขายหุ้นไทยที่มีอยู่เดิม โดยสามารถซื้อขายได้ทันทีในกระดานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ช่วยลดความยุ่งยากในการเปิดบัญชีต่างประเทศและเพิ่มความสะดวกในการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุน

#อุตสาหกรรมDR
#หลักทรัพย์บัวหลวง

25/06/2026

HOMEPAINT จับมือ TOA เปิดตัว Concept Store ‘HOMEPAINT TOA SHOP’ แห่งแรกในประเทศไทย
ยกระดับประสบการณ์แบบ Total Solutions ภายใต้ Concept “ONE STOP EXPERIENCE ครบ จบ คุ้ม”

บริษัท โฮมเพ้นท์ จำกัด หรือ HOMEPAINT ผู้เชี่ยวชาญด้านค้าปลีกสีและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องสำหรับงานบ้าน งานช่าง และงานโครงการ จับมือ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ผู้นำอุตสาหกรรมสีอันดับ 1 เคมีภัณฑ์ก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้างครบวงจร เปิดตัว Concept Store แห่งแรกในประเทศไทย HOMEPAINT TOA SHOP บนถนนรัตนาธิเบศร์ เพื่อยกระดับประสบการณ์แบบ “โซลูชั่นแบบครบวงจร (Total Solution)” ที่ครบ จบ คุ้ม และตอบโจทย์การใช้งานจริงมากยิ่งขึ้น
HOME PAINT TOA SHOP ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “ONE STOP EXPERIENCE” โดยนำความเชี่ยวชาญด้านค้าปลีกสีของ HOMEPAINT มาผสานกับผลิตภัณฑ์และโซลูชันจาก TOA เพื่อสร้างพื้นที่ที่ลูกค้าสามารถเลือกสินค้า รับคำปรึกษา เข้าถึงบริการ และค้นหาแรงบันดาลใจด้านสีได้ในที่เดียว ทั้งสำหรับเจ้าของบ้าน ช่างสี ผู้รับเหมา และผู้ออกแบบ

นายอนุรักษ์ เลิศรัตนชัยกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โฮมเพ้นท์ จำกัด กล่าวว่า “HOMEPAINT ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าในหมวดสีมาโดยตลอด เพราะการเลือกสีไม่ได้เป็นเพียงการเลือกเฉดสีหรือผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเข้าใจพื้นผิว สภาพหน้างาน เทคนิคการใช้งาน และความมั่นใจของผู้ใช้งานจริง

การร่วมมือกับ TOA ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับ HOME PAINT TOA SHOP ให้เป็นพื้นที่ด้านสีที่ครบขึ้น เข้าใจง่ายขึ้น และใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น โดยยังคงจุดแข็งของ HOMEPAINT ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสีที่พร้อมให้คำปรึกษาและบริการอย่างใกล้ชิด”

ด้าน นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “TOA ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสบการณ์ของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ ความรู้ และ Solution ด้านสีได้ง่ายขึ้น เข้าใจง่ายขึ้น และเหมาะสมกับการใช้งานจริงมากขึ้น

สำหรับ HOME PAINT TOA SHOP ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยเน้นย้ำว่า TOA ไม่ได้มีเพียงผลิตภัณฑ์สีเท่านั้น แต่ยังมีผลิตภัณฑ์ ที่เกี่ยวข้องกับงานบ้าน งานช่าง งานก่อสร้าง และ Total Solutions อย่างครบวงจร เพื่อช่วยให้ลูกค้าเลือกใช้สินค้าได้เหมาะสมกับลักษณะงานจริงมากยิ่งขึ้น”

HOME PAINT TOA SHOP ยกระดับประสบการณ์ “ONE STOP EXPERIENCE” ผ่าน 3 แกนหลักสำคัญ
1. สินค้าครบ Ultimate Product Range คิดถึงสินค้า TOA มาที่นี่ พบสินค้าและคำแนะนำที่ตอบโจทย์ทุกงานสีและงานบ้าน

HOME PAINT TOA SHOP ยกระดับการเลือกซื้อสินค้า TOA และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องให้สะดวกและครบถ้วนยิ่งขึ้น โดยรวบรวมสินค้าสำหรับงานสี งานซ่อมแซมบ้าน และงานโครงการไว้ในที่เดียว พร้อมทีมงานที่มีความเข้าใจด้านสี และสามารถให้คำแนะนำในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับลักษณะงานจริง

กลุ่มสินค้าหลักครอบคลุมนวัตกรรมสี TOA สำหรับงานหลากหลายประเภท อาทิ สีทาอาคารภายนอก และสีทาภายใน สีงานไม้ สีงานเหล็ก สีตกแต่งพิเศษ สีอุตสาหกรรม รวมถึง เคมีภัณฑ์ก่อสร้าง TOA Mortar แผ่นยิปซัม กระเบื้อง สุขภัณฑ์และนวัตกรรมห้องน้ำอัจฉริยะ JOMOO รวมถึงอุปกรณ์งานช่างต่างๆ
2. บริการจบ Seamless Services สะดวก รวดเร็ว และช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้น ด้วยบริการที่เชื่อมต่อทั้งหน้าร้านและช่องทางดิจิทัล

HOMEPAINT TOA SHOP ยกระดับบริการด้านสีให้สะดวกและราบรื่นยิ่งขึ้น ตั้งแต่การสั่งซื้อ การรับสินค้า การคำนวณปริมาณสี ไปจนถึงการเห็นภาพสีจริงก่อนตัดสินใจ เพื่อช่วยให้ลูกค้าเลือกสินค้าได้เหมาะสม ลดความยุ่งยาก และวางแผนการใช้งานได้มั่นใจมากขึ้น

บริการสำคัญ ได้แก่ Express Pickup สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อผ่าน Line OA หรือโทรสั่งล่วงหน้าและชำระเงินเรียบร้อยแล้ว เพื่อช่วยลดเวลารอหน้าร้าน, AI Color Visualization บริการจำลองสีบ้านหรือพื้นที่ภายในด้วยเทคโนโลยี AI และระบบคอมพิวเตอร์ รวมถึง Color Calculation & Product Advisory ที่ช่วยคำนวณปริมาณสีและแนะนำผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับพื้นผิว ลักษณะงาน และงบประมาณ

3.เชื่อมโยงเครือข่ายงานสี Connect Paint Network เชื่อมต่อเจ้าของบ้าน ช่างสี และผู้รับเหมา ผ่านพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจ ความรู้ และโอกาสในการทำงานร่วมกัน

HOME PAINT TOA SHOP ยกระดับบทบาทของร้านสีให้เป็นมากกว่าพื้นที่จำหน่ายสินค้า โดยพัฒนาให้เป็นพื้นที่เชื่อมโยงเครือข่ายของผู้เกี่ยวข้องในระบบงานสีและงานบ้าน ตั้งแต่เจ้าของบ้านที่มองหาแรงบันดาลใจและช่างฝีมือดี ไปจนถึงช่างสี ผู้รับเหมา สถาปนิก และผู้ออกแบบที่ต้องการพัฒนาความรู้ เทคนิค และโอกาสทางธุรกิจ

ภายในพื้นที่ประกอบด้วย Café CHANG & Painter Matching เพื่อเชื่อมโยงเจ้าของบ้านกับช่างสีหรือผู้รับเหมาที่เหมาะสม, Demo Room & Inspiration Space ผ่าน Color Wall, Sample Wall และห้องทดลองที่ช่วยให้ลูกค้าเห็นเฉดสี พื้นผิว และบรรยากาศภายใต้สภาพแสงจริงก่อนตัดสินใจ รวมถึง Training Center สำหรับกิจกรรม อบรม และสัมมนาด้านงานสีร่วมกับช่างสี ผู้รับเหมา สถาปนิก และผู้ที่สนใจ

การเปิดตัว HOME PAINT TOA SHOP ในครั้งนี้สะท้อนความตั้งใจของ HOMEPAINT และ TOA ในการร่วมกันยกระดับประสบการณ์ด้านสีให้ใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น โดยมุ่งเน้นความเชี่ยวชาญด้านสี การให้คำปรึกษา บริการที่เข้าถึงง่าย และการสร้างพื้นที่ที่เชื่อมโยงเจ้าของบ้าน ช่างสี ผู้รับเหมา และผู้ออกแบบเข้าด้วยกัน


#เงินพาไป

24/06/2026

CGSI มองกรอบ SET Index 1,535-1,560 จุด Technical rebound กลับมายืนเหนือ 1,550 จุด หลังดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปรับตัวขึ้นเช้านี้ (24 มิ.ย.) จากแรงซื้อหุ้นคืน หลังดัชนีร่วงลงมากกว่า 2,500 จุดเมื่อวานนี้ ถูกกดดันจากกระแสคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากถึง 2 ครั้ง (หรือมากกว่า) ในปีนี้ จับตาการประชุมกนง. วันนี้ เราและตลาดคาด “คง” ดอกเบี้ย ณ ระดับ 1.00% วันนี้ แนะนำ DELTA CENTEL รวมถึงเข้าสะสม Defensive อย่าง กลุ่มแบงค์ (SCB KBANK)

Investment Strategy
• สรุปภาพรวมตลาด ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันอังคาร (23 มิ.ย.) ขณะที่ดัชนี Nasdaq และ S&P500 ปิดที่ระดับต่ำสุดในรอบกว่าหนึ่งสัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางความวิตกกังวลว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ได้กู้ยืมเงินเพื่อนำมาใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากกระแสคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากถึง 2 ครั้งในปีนี้

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 51,666.84 จุด ลดลง 45.87 จุด หรือ -0.09%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,365.46 จุด ลดลง 107.33 จุด หรือ -1.44% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,587.04 จุด ลดลง 579.56 จุด หรือ -2.21%

ตลาดหุ้นยุโรปปิดลดลงในวันอังคาร (23 มิ.ย.) ท่ามกลางการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของภาคธุรกิจ ซึ่งกดดันบรรยากาศการลงทุน

ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 634.63 จุด ลดลง 4.64 จุด หรือ -0.73%

• สรุปภาพรวมสินทรัพย์อื่นๆ สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันอังคาร (23 มิ.ย.) หลังจากมีรายงานว่า มีเรือสินค้าจำนวนมากขึ้นที่สามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ภายหลังจากการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านมีความคืบหน้า

ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนส.ค. ลดลง 65 เซนต์ หรือ 0.88% ปิดที่ 73.21 ดอลลาร์/บาร์เรล สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนส.ค. ลดลง 82 เซนต์ หรือ 1.05% ปิดที่ 77.08 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันอังคาร (23 มิ.ย.) โดยตลาดถูกกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ รวมทั้งกระแสคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 2 ครั้งในปีนี้
ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค. ลดลง 53.30 ดอลลาร์ หรือ 1.27% ปิดที่ 4,149.40 ดอลลาร์/ออนซ์

• SET Index:
เรามองกรอบ SET Index 1,535-1,560 จุด Technical rebound กลับมายืนเหนือ 1,550 จุด หลังดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปรับตัวขึ้นเช้านี้ (24 มิ.ย.) จากแรงซื้อหุ้นคืน หลังดัชนีร่วงลงมากกว่า 2,500 จุดเมื่อวานนี้ ถูกกดดันจากกระแสคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากถึง 2 ครั้ง (หรือมากกว่า) ในปีนี้ จับตาการประชุมกนง. วันนี้ เราและตลาดคาด “คง” ดอกเบี้ย ณ ระดับ 1.00%

หุ้นแนะนำ
DELTA:
Delta มีกำไรปกติ 8.84 พันล้านบาท (+77% yoy, +23% qoq) ใน 1Q26 หรือสูงกว่าประมาณการของเรา 9% ยอดขายที่ 6.14 หมื่นล้านบาท (+44% yoy, +6% qoq) สอดคล้องกับที่คาดการณ์ ส่วน OPM สูงกว่าสมมติฐานของเรา 140bp คงคำแนะนำ “ขาย” และ “Trading” Delta ตาม KOSPI Nikkei

(Take profit: 325.00 / Stop loss: 315.00)

CENTEL:
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อธุรกิจของ Centel ในมัลดีฟส์และดูไบ ขณะที่ธุรกิจในญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากสถิตินักท่องเที่ยวที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยยังฟื้นตัวต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยชดเชยผลการดำเนินงานที่อ่อนตัวในตลาดต่างประเทศของ Centel

(Take profit: 36.50 / Stop loss: 35.00)



#เงินพาไป

23/06/2026

คปภ. ยกระดับ OIC Connect เป็น Super App
พร้อมเปิดตัวบริการใหม่ “My Legacy” บริการสืบค้นกรมธรรม์โดยทายาท เชื่อมโยงฐานข้อมูลสิทธิประโยชน์ด้านประกันภัยต่างๆ ของประชาชนในยุคดิจิทัล

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการยกระดับแพลตฟอร์ม “OIC Connect” จากเครื่องมือให้บริการด้านประกันภัยสู่การเป็น “Insurance Super App แห่งชาติ” ภายใต้แนวคิด “Smart Life and Smart Insurance : ครบ จบ ทุกเรื่องประกันภัยในที่เดียว” พร้อมเปิดตัวบริการใหม่ “My Legacy” (สืบค้นกรมธรรม์โดยทายาท) เพื่อตอกย้ำความเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ดูแลประชาชนครบทุกช่วงจังหวะชีวิตวิสัยทัศน์แห่งชาติ : ส่งต่อมรดกแห่งความห่วงใย

เลขาธิการ คปภ. กล่าวถึงทิศทางยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ว่า การยกระดับสู่ Insurance Super App คือก้าวย่างแห่งประวัติศาสตร์ที่สำนักงาน คปภ. มุ่งหวังจะเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมประกันภัยไทยสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ การเปิดตัวบริการ My Legacy ในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ แต่คือการเติมเต็มวิสัยทัศน์ในการเป็น “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งชาติ” ที่ดูแลประชาชนตั้งแต่การวางแผนความคุ้มครองของตนเอง ไปจนถึงการส่งต่อผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ไปยังทายาท อย่างรวดเร็วและโปร่งใส เราต้องการให้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งต่อมรดกแห่งความห่วงใย จากผู้เอาประกันภัยไปยังคนที่รัก เพื่อให้คนไทยเข้าถึงความคุ้มครองที่สะดวกและเป็นธรรมในทุกจังหวะสำคัญของชีวิต

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สำนักงาน คปภ. โดยศูนย์ Center of InsurTech, Thailand (CIT) ได้มุ่งมั่นวางรากฐานและพัฒนาแพลตฟอร์ม OIC Connect อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งชาติที่มีความสำคัญยิ่งต่อระบบประกันภัยไทย ด้วยการบูรณาการเชื่อมโยงระบบนิเวศข้อมูลประกันภัย ระหว่างสำนักงาน คปภ. บริษัทประกันภัย และหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ การดำเนินการดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อสร้างประสบการณ์ผู้ใช้ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen-Centric) ทำให้ภาคประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัยได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และ มีประสิทธิภาพสูงสุด ผ่านช่องทางดิจิทัลแบบครบวงจร ส่งผลให้ OIC Connect ได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากประชาชน ทั่วประเทศ โดยมีฐานผู้ใช้งานที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดกว่า 1.4 ล้านราย ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสำเร็จในการยกระดับแพลตฟอร์มสู่การเป็น Insurance Super App ศูนย์กลางบริการด้านประกันภัยดิจิทัลที่ครอบคลุมที่สุดของประเทศ ปัจจุบันแพลตฟอร์มให้บริการหลักที่สำคัญรวม 9 บริการ ผ่าน LINE Official Account “คปภ. รอบรู้ ()” ได้แก่

1. My Policy กรมธรรม์ของฉัน บริการตรวจสอบข้อมูลกรมธรรม์ประกันภัยทุกประเภทจากทุกบริษัทประกันภัย ในหน้าจอเดียว ช่วยให้ประชาชนสามารถตรวจสอบความคุ้มครองและบริหารจัดการข้อมูลกรมธรรม์ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. Chatbot “คปภ. รอบรู้” ช่องทางการให้ข้อมูลคำปรึกษาเรื่องประกันภัยอัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมง
3. My Coverage สรุปตารางความคุ้มครองด้านการประกันภัย วิเคราะห์ภาพรวมความคุ้มครองและวางแผนการประกันภัยส่วนบุคคล
4. My Tax Benefit ตรวจสอบสิทธิประโยชน์ทางภาษี รวบรวมข้อมูลเพื่อการวางแผนและใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี จากประกันภัย
5. My Scores แสดงประวัติการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนประกันภัยรถ ส่วนลดประวัติพฤติกรรมการขับขี่
6. My Agent Check บริการเช็กตัวแทน/นายหน้า หรือ ที่อยู่บริษัทประกันภัย รวมไปถึงบริการค้นหาสำนักงาน คปภ. ใกล้ฉัน OIC Locator ได้ทั่วประเทศ
7. My Case บริการติดตามเรื่องร้องเรียนแบบ Real-time เชื่อมต่อกับระบบ PPMS ให้ประชาชนเช็กสถานะได้สะดวก ซึ่งจะเห็นได้ว่าการบริการทั้งหมดจะครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบข้อมูลกรมธรรม์ สิทธิประโยชน์ทางภาษี การตรวจสอบตัวแทนและนายหน้าประกันภัย การติดตามเรื่องร้องเรียน ตลอดจนการเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ของผู้เอาประกันภัยและครอบครัว
8. OIC & Insurance Locator: ค้นหาตำแหน่งที่ตั้งสำนักงาน คปภ. และบริษัทประกันภัย ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ
9. และบริการใหม่ล่าสุด My Legacy บริการสืบค้นกรมธรรม์โดยทายาทของผู้เสียชีวิต

อีกหนึ่ง ไฮไลท์ของงานในวันนี้ คือการเปิดตัวบริการ “My Legacy” อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวย่างสำคัญในการ นำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือปกป้องมรดกความห่วงใย บริการนี้ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ทายาทโดยธรรม (บุตร ธิดา คู่สมรส) สามารถตรวจสอบข้อมูลกรมธรรม์ของผู้เสียชีวิต เพื่อใช้สิทธิเรียกร้องผลประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และไม่ตกหล่น โดยสำนักงาน คปภ. ได้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้วยการพิสูจน์ตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD ของ กรมการปกครอง ในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล

ดังนั้น การเปิดตัว My Legacy ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มบริการใหม่บนแพลตฟอร์ม OIC Connect เท่านั้น แต่ถือเป็นก้าวย่างแห่งประวัติศาสตร์ ในการพลิกโฉมสู่การเป็น Insurance Super App แห่งชาติ อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลด้านประกันภัยของประเทศให้มีความแข็งแกร่งและทรงพลัง OIC Connect คือเครื่องพิสูจน์ความมุ่งมั่นของสำนักงาน คปภ. ในการเชื่อมโยงระบบนิเวศประกันภัยให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูล คุ้มครองสิทธิประโยชน์ และได้รับบริการที่สะดวก โปร่งใส และเป็นธรรมในทุกช่วงจังหวะของชีวิต

#คปภ #บริการสืบค้นกรมธรรม์โดยทายาท
#เงินพาไป

“ครม.” ไฟเขียวมาตรการลดค่าครองชีพรถไฟฟ้า “17-45 บาท/เที่ยว” ไร้ค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ย้ำเป็นมาตรการระยะเปลี่ยนผ่าน ก่อนเดินห...
23/06/2026

“ครม.” ไฟเขียวมาตรการลดค่าครองชีพรถไฟฟ้า “17-45 บาท/เที่ยว” ไร้ค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ย้ำเป็นมาตรการระยะเปลี่ยนผ่าน ก่อนเดินหน้าโครงสร้างราคาตั๋วร่วมสมบูรณ์แบบ มุ่งหวังลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ทั่วโลกและประเทศไทยต้องเผชิญ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ทำให้
ค่าครองชีพสูง รวมไปถึงอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า ที่ต้องจ่ายค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน และมีราคาแพง เนื่องจากมีผู้ให้บริการหลายราย และค่าโดยสารในรถไฟฟ้าในแต่ละสายถูกกำหนดขึ้นตามสัญญาสัมปทานระหว่างรัฐและผู้ให้บริการในแต่ละราย ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่สูงเพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

นายพิพัฒน์ฯ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องอัตราค่าโดยสารของรถไฟฟ้าต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเป็นมาตรการระยะเปลี่ยนผ่าน ด้วยการผลักดันการใช้ตั๋วร่วมและอัตรา
ค่าโดยสารร่วม ด้วยหลักการ คือ กำหนดราคาแรกเข้าเริ่มต้นไม่เกิน 17 บาท และค่าเดินทางสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว โดยไม่คิดค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนในกรณีเปลี่ยนสาย และเคารพสัญญาสัมปทานเดิมที่มีอยู่ พร้อมให้มีศูนย์บริหารจัดการ

รายได้กลาง (CCH) เพื่อจัดการรายได้ และคืนเงินส่วนต่างที่ประชาชนจ่ายตามค่าโดยสารเดิม คืนกลับไปให้ประชาชนตามมาตรการของรัฐบาล ซึ่งมาตรการนี้ จะต้องใช้กรอบวงเงินสนับสนุน ประมาณ 4,698 ล้านบาทต่อปี โดยเงินอุดหนุนส่วนนี้จะลดลง หากหน่วยงานเจ้าของสัมปทานเจรจาส่วนแบ่งรายได้ของผู้ให้บริการ จากจำนวนผู้เดินทางที่เพิ่มขึ้น

จากมาตรการของรัฐ จะทำให้จำนวนผู้โดยสารในระบบรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 1.562 ล้านคนเที่ยวต่อวัน จากเดิม 1.406 ล้านคนเที่ยวต่อวัน โดยคาดว่าจะมีความคุ้มค่าจากการลงทุนประมาณ 16,007.30 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการช่วยประชาชนลดค่าครองชีพ สนับสนุนการใช้รถไฟฟ้า และเป็นก้าวแรกในการพัฒนาการใช้ระบบตั๋วร่วม และการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมระหว่างผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ

นายพิพัฒน์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ครม. ยังได้เห็นชอบให้ยกเลิกมติ ครม. เดิม เรื่อง มาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย ตามนโยบายรัฐบาล (ระยะที่ 2) และยกเลิกมติมอบหมายให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) ดำเนินการพัฒนาระบบบริหารจัดการรายได้กลาง (CCH) รวมทั้งรับทราบมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 เห็นชอบการปรับโครงสร้างรถไฟฟ้าแบบองค์รวม โดยให้ รฟม. เป็นหน่วยงานของรัฐรายเดียว เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม รวมทั้งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องในการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก สายสีเขียวส่วนต่อขยาย สายสีทอง และสายสีแดง รวมถึงรายได้และภาระหนี้สินของโครงการดังกล่าวตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้คณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้

1. ให้คณะกรรมการกำกับดูแล ตามมาตรา 43 แห่ง พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ของสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าในแต่ละสัญญา ดำเนินการเจรจาค่าแรกเข้า และส่วนแบ่งรายได้เนื่องจากปริมาณผู้โดยสารส่วนเกินที่เกิดขึ้นใหม่ เพื่อแบ่งรายได้จากผู้ประกอบการคืนให้กับประชาชน
2. ให้กรุงเทพมหานครเร่งรัดดำเนินการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลักส่วนต่อขยาย
และสายสีทอง ทั้งทรัพย์สินและภาระหนี้สินให้ รฟม.
3. ให้กระทรวงคมนาคมหารือร่วมกับกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาหน่วยงานที่เหมาะสมในการดำเนินการพัฒนาและบริหารจัดการศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (CCH) ตามมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน

นายพิพัฒน์ฯ กล่าวตอนท้ายว่า ในช่วงที่มีมาตรการลดค่าครองชีพในระบบรถไฟฟ้าฯ ซึ่งจะเริ่มใช้ต้นปี 2570 สามารถใช้บัตร EMV ผ่านรถไฟฟ้าแต่ละสาย โดยเสียค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว และจะไม่มีการเสียค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนอีกต่อไป สำหรับรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีแดงที่ใช้บัตร EMV ตามมาตรการบัตรโดยสาร
เหมาจ่ายรายวัน อัตราค่าโดยสารสูงสุด 40 บาท โดยรวมทุกการเดินทางใน 1 วัน ยังคงได้รับสิทธิเหมือนเดิม
ส่วนบัตรแรบบิทที่จ่ายค่าโดยสารในรถไฟฟ้าสายสีเขียว สายสีเหลือง สายสีชมพู และสายสีทอง จะยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ตามโปรโมชันเดิมในระหว่างที่มีมาตรการนี้ โดยตามมาตรการลดค่าครองชีพในระบบรถไฟฟ้านี้ ผู้โดยสารสามารถใช้บัตร EMV เข้าและออกสถานีรถไฟฟ้าได้หลายสายตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งผู้โดยสารที่เดินทางระยะไกล และต้องมีการเปลี่ยนสายรถไฟฟ้าหลายสาย อาทิ กรณีเดินทางจากรังสิตไปสุวรรณภูมิ จากรถไฟชานเมืองสายสีแดงที่สถานีรังสิต เชื่อมต่อสายสีน้ำเงินที่สถานีบางซื่อ และเชื่อมต่อ ARL ที่สถานีมักกะสัน ไปยังสถานีสุวรรณภูมิ (9 + 10 + 5 = 24 สถานี) จากเดิมราคา 42 + 40 + 35 = 117 บาท ลดเหลือ 45 บาท ประหยัดไปถึง 72 บาทต่อเที่ยว หรือลดลงร้อยละ 61.5 โดยกระทรวงคมนาคมเชื่อมั่นว่า แนวทางนี้จะเป็นการช่วยลดค่าครองชีพการเดินทางบนพื้นฐานราคาที่เหมาะสม และเป็นธรรม และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง

#ตั๋วร่วมรถไฟฟ้า #มาตรการลดค่าครองชีพรถไฟฟ้า #ลดค่าครองชีพประชาชน
#เงินพาไป

ที่อยู่

Bangkok
10330

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Get Money Tripผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์